วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                    หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  1  ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร

เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร                                                   เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ภาษีอากรเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลเพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่าย และเป็น   เครื่องมือสำคัญในการกระจายรายได้ ส่งเสริมความเจริญเติบโตของธุรกิจ รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ช่วยควบคุมการบริโภคของประชาชน ตลอดจนตอบสนองนโยบายของรัฐ

                ภาษีอากรสามารถจำแนกประเภทได้ 2 ประเภท คือ

1.       ภาษีทางตรง เป็นภาษีที่ไม่สามารถผลักภาระภาษีไปให้บุคคลอื่นได้

2.       ภาษีทางอ้อม เป็นภาษีที่สามารถผลักภาระไปให้ผู้อื่นได้

ประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นที่รวบรวมกฎหมายภาษีอากรได้จัดประเภทภาษีอากรไว้เป็น          4  ประเภท คือ

                ประเภทที่หนึ่ง ภาษีเงินได้แบ่งเป็นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล  ภาษีนี้จัดเป็นภาษีทางตรงประเภทหนึ่ง

                ประเภทที่สอง ภาษีมูลค่าเพิ่ม

                ประเภทที่สาม ภาษีธุรกิจเฉพาะ

                ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะ เป็นภาษีทางอ้อมที่เก็บมาจากฐานการใช้จ่าย บริโภคและอุปโภคทั่วไป

                ประเภทที่สี่ อากรแสตมป์  จัดเป็นภาษีทางอ้อมอีกประเภทหนึ่ง

                กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล การคำนวณภาษีที่ต้องชำระโดยนำฐานภาษีมาคูณกับอัตราภาษี ซึ่งฐานภาษีที่นำมาใช้ในการคำนวณภาษีจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับธุรกิจนั้นว่าต้องเสียภาษีประเภทใด ในกรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไปจะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ มีฐานอื่นอีกคือ ฐานรายได้ก่อนหักรายจ่าย ฐานเงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย และฐานการจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ ซึ่งกำไรสุทธิที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีมาจากการบันทึกบัญชีตามหลักกฎหมายภาษีอากร มิได้มาจากการบันทึกบัญชีตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป ดังนั้นในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีจึงเป็นการนำกำไรสุทธิที่ปรับปรุงแล้วมาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 1

คำสั่ง   จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1. ข้อใดไม่ใช่ภาษีตามประมวลรัษฎากร

 1.   ภาษีศุลกากร                                                              2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม

 3.   ภาษีธุรกิจเฉพาะ                                                      4.  อากรแสตมป์

2. ข้อใดไม่ใช่ภาษีทางอ้อม

     1.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                           2.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ

     3.   อากรแสตมป์                                                             4.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล

3. กรณีนายวิษณุ ทักษิณ ซื้อตู้เย็นจากห้างโลตัส  ต้องเสียภาษีประเภทใด

     1.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                           2.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ

     3.   อากรแสตมป์                                                             4.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล

4. ข้อใดเป็นภาษีทางตรง

      1.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล

      2.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ

      3.   ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

      4.   อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

5. ข้อใดเป็นภาษีทางอ้อม

      1.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีเงินได้นิติบุคคล

      2.   ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ

      3.   ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล

      4.   อากรแสตมป์ และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

6.  กรณีซื้อที่ดินต้องเสียภาษีประเภทใด

       1.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                          2.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

       3.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ                                                     4.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล

7.  บริษัท  พิรุณรัตน์ จำกัด เสียภาษี ณ วันสิ้นงวดบัญชี ภาษีที่เสียเป็นภาษีประเภทใด

       1.  ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                          2.  ภาษีธุรกิจเฉพาะ

       3.  ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา                                      4.  ภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

 

 

บุคคล

 

 8.  การเสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิ กรณีเป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย  ต้องยื่นแบบแสดง

      รายการประเภทใด

      1.  ภ.ง.ด. 50                                                                    2.  ภ.ง.ด. 51

      3.  ภ.ง.ด. 52                                                                    4.  ภ.ง.ด. 53

 9.   การยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ ต้องยื่นภายในกี่วันนับ แต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

      1.  30 วัน                                                                         2.  60 วัน

      3.  90 วัน                                                                         4.  150 วัน

10. ฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลมีกี่ฐาน

       1.  2 ฐาน                                                                        2.  3 ฐาน

       3.  4 ฐาน                                                                        4. 5 ฐาน

 

 

 

 

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 1

  1.   1

  2.  4

  3.  1

  4.  3

  5.  2

  6.  3

  7.  4

  8.  1

  9.  4

10.  3

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  1

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาษีอากร

ความหมายของภาษีอากร

นักวิชาการด้านภาษีอากรได้แบ่งความหมายของภาษีอากรไว้ 2 แนวทาง คือ

แนวที่เหนึ่ง ภาษีอากร คือ สิ่งที่รัฐบาลบังคับเก็บจากราษฎร และนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยมีได้มีสิ่งตอบแทนโดยตรงแก่ผู้เสียภาษีอากร

แนวที่สอง ภาษีอากร คือ เงินได้หรือทรัพยากรที่เคลื่อนย้ายจากภาคเอกชนไปสู่ภาครัฐบาล แต่ไม่รวมถึงการกู้ยืมหรือขายสินค้า หรือให้บริการในราคาทุนโดยรัฐบาล

ความหมายของการบัญชี

การบัญชี คือ การจัดการข้อมูลทางการเงิน ซึ่งได้แก่ การเก็บรวบรวม บันทึก จำแนก และสรุปผลเพื่อจัดทำรายงานทางการเงิน

ความหมายของการบัญชีการเงิน และการบัญชีภาษีอากร

การบัญชีการเงิน คือ การจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชีเพื่อจัดทำงบ  การเงินเสนอต่อเจ้าของกิจการหรือบุคคลภายนอก

 

 

การบัญชีภาษีอากร จึงเป็นการนำหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปหรือมาตรฐาน การบัญชีมาปรับให้สอดคล้องกับประมวลรัษฎากร และกฎหมายภาษีอากรต่างๆ

 

 

 

 

 

ความสัมพันธ์ของกำไรสุทธิทางบัญชีการเงินกับกำไรสุทธิทางบัญชีภาษีอากร

กล่องข้อความ: หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป
กล่องข้อความ: บันทึกรายการที่เกิดขึ้น
ในรอบระยะเวลาบัญชีตามระบบบัญชีคู่
กล่องข้อความ: กำไรสุทธิหรือขาดทุนทางบัญชีการเงิน
กล่องข้อความ: เสนอผู้ถือหุ้นให้ทราบโดยการประชุม
กล่องข้อความ: เกณฑ์เงื่อนไขและหลักแห่งประมวลรัษฎากร
ม.65 ทวิ, ม.65 ตรี, ม.74
กล่องข้อความ: เงื่อนไขเกี่ยวกับรายได้
เงื่อนไขเกี่ยวกับรายจ่าย
หลักเกณฑ์ในการตีราคาทรัพย์สินและหนี้สิน
กล่องข้อความ: กำไรสุทธิหรือขาดทุนทางบัญชีภาษีอากร
กล่องข้อความ: นำไปยื่นแบบแสดงรายการ ภ.ง.ด. 50
และเสียภาษีภายใน 150 วัน
นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
กล่องข้อความ:        ปรับปรุงตาม
 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


 

ผังแสดงความสัมพันธ์ของกำไรสุทธิทางบัญชรการเงินกับกำไรสุทธิ

ทางบัญชีภาษีอากร

 

 

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                         หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  2  ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เรื่อง ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                                                 เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ประเทศไทยนำระบบภาษีมูลค่าเพิ่มมาใช้แทนภาษีการค้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2535 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มชนิดการบริโภค (Consumption Type VAT) เป็นการคำนวณโดยใช้ใบกำกับภาษี (Inovoice Method)  โดยการนำเอายอดขายหักต้นทุนวัตถุดิบ และต้นทุนสินค้า ผลที่ได้จะใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีซึ่งมีค่าเท่ากับการบริโภค

                ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax : VAT) หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นในแต่ละขั้นตอนของการผลิต    และการจำหน่ายสินค้าหรือบริการนั้นๆ โดย            ผู้ประกอบการเป็นผู้มีหน้าที่เก็บจากลูกค้า และนำภาษีมูลค่าเพิ่มไปชำระให้แก่กรมสรรพากร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 2

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.     การประกอบกิจการประเภทใดที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

        1.   การขายตำราเรียน                                                 2.     การขายพืชผลทางการเกษตร

        3.   การขายสัตว์ทั้งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต                    4.     การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

2.     การประกอบธุรกิจประเภทใดที่เสียธุรกิจเฉพาะ แต่ปัจจุบันเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

        1.  ธุรกิจประกันชีวิต                                                   2.     ธุรกิจประกันวินาศภัย

        3.  ธุรกิจโรงรับจำนำ                                                   4.     ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์

3.     อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มปัจจุบันมีกี่อัตรา

1.   1 อัตรา                                                                     2.     2 อัตรา

3.   3 อัตรา                                                                     4.     4 อัตรา

4.     ข้อใดนำมารวมเป็นฐานภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายสินค้าหรือบริการ

1.       ภาษีขาย                                                                 2.     ส่วนลดเงินสด

2.       ส่วนลดการค้า                                                      4.     ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุน

5.     การประกอบกิจการประเภทใดที่ไม่ใช้อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0

1.       การส่งออกสินค้า

2.       การนำเข้าสินค้า

3.       การใช้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล

4.       การขายสินค้าหรือการให้บริการแก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้หรือเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ

6.     ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บจากการขายสินค้าหรือการให้บริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม  ให้นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มภายในวันที่เท่าไร

1.       ภายในวันที่ 7 ของเดือนภาษีนั้น                      2.     ภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป

3.       ภายในวันที่ 15 ของเดือนภาษีนั้น                   4.     ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป

7.     คำว่า “TAX INV (ABB)” หรือคำว่า “TAX INVOICE (ABB)” เป็นใบกำกับภาษีประเภทใด

1.       ใบกำกับภาษีอย่างย่อ                                          2.     ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป

3.    ใบเพิ่มหนี้                                                             4.     ใบลดหนี้

 

 

 

8.     การเพิ่มภาษีขายเกิดขึ้นจากข้อใด

1.       หนี้สูญ

2.       การรับคืนสินค้าที่ชำรุดบกพร่อง

3.       การลดราคาสินค้าหรือค่าบริการซึ่งผิดข้อกำหนดที่ตกลงกัน

4.       การนำสินค้าหรือบริการไปใช้เพื่อการอื่นใด  มิใช่เพื่อการประกอบกิจการที่ต้องเสียภาษี มูลค่าเพิ่ม

9.       ผู้ประกอบการจดทะเบียนจัดเก็บและรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มไว้ ณ สถานประกอบการที่จัดทำรายงานนั้นเป็นเวลาไม่น้อยกว่ากี่ปีนับแต่วันที่ต้องจัดทำรายงาน

1.       1 ปี                                                                          2.     2 ปี

2.       3 ปี                                                                          4.     5 ปี

10.  เมื่อมีการเลิกประกอบกิจการ ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่จัดเก็บรักษารายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มต่อไปไม่น้อยกว่ากี่ปีนับแต่วันเลิกประกอบกิจการ

1.       1 ปี                                                                          2.     2 ปี

2.       3 ปี                                                                          4.      5 ปี

 
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 2

1.       4

2.       2

3.       2

4.       3

5.       2

6.       4

7.       1

8.       4

9.       4

10.    2

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  2

 

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

เหตุผลและความจำเป็นในการใช้ภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  เนื่องจากในปัจจุบันภาวะการณ์ทางด้านเศรษฐกิจในด้านต่างๆ ของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปมาก

2.  การค้ากับต่างประเทศมีแนวโน้มขยายตัวมากขึ้น

3.  ในส่วนของระบบภาษีการค้า มีปัญหาดังนี้

3.1  ภาษีการค้ามีการจัดเก็บในลักษณะที่ซ้ำซ้อน

3.2  ภาษีการค้ามีความไม่เป็นกลางทางเศรษฐกิจ

3.3  ภาษีการค้าไม่เอื้ออำนวยต่อการส่งออก

3.4  ภาษีการค้าไม่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนเท่าที่ควร

3.5  ภาษีการค้ามีลักษณะที่ทำให้การหลีกเลี่ยงภาษีได้ง่าย

ความหมายของภาษีมูลค่าเพิ่ม

มูลค่าเพิ่ม หมายถึง มูลค่าของส่วนที่เพิ่มในแต่ละขั้นตอนการผลิตและการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มูลค่าเพิ่มก็คือผลต่างระหว่างราคาของสินค้าหรือบริการ ผลิตหรือจำหน่ายกับราคาของสินค้าหรือบริการที่ซื้อมาเพื่อใช้ในการผลิตหรือในการจำหน่ายสินค้าหรือบริการ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  ผู้ประกอบการ

2.  ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

3.  ผู้ที่กฎหมายกำหนดให้มีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

 

ผู้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  การขายสินค้าหรือบริการในราชอาณาจักรที่มี่รายรับไม่เกิน 1,200,000 บาทต่อปี

2.  การขายพืชผลทางการเกษตร

3.  การขายสัตว์ทั้งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต

4.  การขายสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร

5.  การขายหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ตำราเรียน และหนังสือต่างๆ ทุกชนิด รวมทั้งเทปประกอบตำราเรียน

6.  การนำเข้าซึ่งสินค้าตามข้อ 2, 3, 4 และ 5

7.  การให้บริการขนส่งในราชอาณาจักร

8.  การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศเฉพาะทางบก

9.  การให้บริการการศึกษาของสถาบันทางราชการและเอกชน

             10.  การให้บริการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาลทางราชการและเอกชน

             11.  การให้บริการที่เป็นงานทางศิลปะและวัฒนธรรมในสาขานาฏศิลป์ และสาขา

                    ดุริยางคศิลป์และคีตศิลป์

             12.  การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์

13.  การให้บริการจัดแข่งขันกีฬาสมัครเล่น

                 14.  การให้บริการการประกอบโรคศิลปะ การสอบบัญชี การว่าความ หรือการประกอบวิชาชีพอิสระอื่นตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรี ทั้งนี้ เฉพาะวิชาชีพอิสระที่มีกฎหมายควบคุมการประกอบวิชาชีพอิสระนั้น

                15.  การให้บริการวิจัยหรือการให้บริการทางวิชาการในสาขาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์

                 16.  การให้บริการตามสัญญาจ้างแรงงาน

                 17.  การให้บริการของนักแสดงสาธารณะ

                  18.  การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

                 19.  การให้บริการของราชการส่วนท้องถิ่น

                     20.  การขายสินค้าหรือบริการให้บริการของกระทรวง ทบวง กรม ซึ่งรายรับทั้งสิ้นให้แก่รัฐโดยไม่หักรายจ่าย

                     21.  การขายสินค้าหรือให้บริการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการสาธารณกุศลภายในประเทศ ซึ่งไม่นำผลกำไรไปจ่ายในทางอื่น

                    22.  การขายยาสูบของผู้ประกอบการที่มิใช่โรงงานยาสูบ

       23. การขายสลากกินแบ่งของรัฐบาล สลากออมสินของรัฐบาล และสลากบำรุง 

สภากาชาดไทย

       24.  การขายแสตมป์ไปรษณีย์ แสตมป์อากร หรือแสตมป์อื่นของรัฐบาล องค์การของรัฐบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เฉพาะที่ยังไม่ได้ใช้ในราคาที่ไม่สูงเกินมูลค่าที่ตราไว้

       25.  การให้บริการสีข้าว

ข้าว

       26.  การขนส่งระหว่างประเทศไทยโดยผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น   ตามกฎหมายต่างประเทศซึ่งตามกฎหมายของประเทศนั้นยกเว้นภาษีทางอ้อมให้แก่   ผู้ประกอบการที่เป็นนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตามหลักถ้อยทีถ้อยปฏิบัติ

       27.  การนำเข้าสินค้าที่ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าบางประเภท

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ใช้สำหรับธุรกิจขายสินค้าหรือบริการทุกชนิดรวมทั้งการนำเข้า

2.  อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 0 ใช้สำหรับการประกอบการดังต่อไปนี้

     2.1  การส่งออกสินค้าของผู้ประกอบการจดทะเบียน

     2.2  การให้บริการที่กระทำในราชอาณาจักรและได้มีการใช้บริการในต่างประเทศ

     2.3  การให้บริการขนส่งระหว่างประเทศโดยอากาศยานหรือเรือเดินทะเล

     2.4  การขายสินค้าหรือการให้บริการแก่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามโครงการเงินกู้

     2.5  การขายสินค้าหรือการให้บริการกับองค์การสหประชาชาติ ทบวงการชำนัญพิเศษของสหประชาชาติ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุลใหญ่ สถานกงสุล

     2.6  การขายสินค้าหรือการให้บริการที่ก่อให้เกิดสินค้าที่มีรูปร่างหรือการให้บริการที่ไม่ก่อให้เกิดสินค้าที่มีรูปร่าง แต่ทำให้สินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฐานภาษีมูลค่าเพิ่ม

ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ

ฐานภาษีสำหรับการขายสินค้าหรือการให้บริการ ได้แก่ มูลค่าสิ่งที่ได้รับ หรือพึงได้รับจากการขายสินค้าหรือให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือประโยชน์ใดๆ ที่คิดเป็นเงินได้ รวมภาษีสรรพสามิต (ถ้ามี)

ภาษีสรรพสามิต หมายถึง ภาษีสุรา ค่าแสตมป์ ยาสูบ ค่าธรรมเนียมประทับตราไพ่ และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นในลักษณะทำนองเดียวกัน แต่ไม่รวมถึง

1)  ส่วนลดหรือค่าลดหย่อนที่ลดให้ในขณะขายสินค้าหรือให้บริการ

2)  ค่าชดเชยหรือเงินอุดหนุนตามที่กฎหมายกำหนด

3)  ภาษีขาย ผู้ประกอบการจะทะเบียนไม่ต้องนำภาษีขายมารวมเป็นฐานภาษี

4)  ค่าตอบแทนตามที่กฎหมายกำหนด ในประกาศอธิบดีฯ (ฉบับที่ 40) ได้แก่

     (1)  มูลค่าของสินค้าที่แถมพร้อมกับขายสินค้าหรือการให้บริการ

(2)        มูลค่าของสินค้าที่แจกหรือให้เป็นรางวัลกับผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ

ที่ซื้อสินค้าในแต่ละวัน

(3)        มูลค่าของการให้บริการเนื่องจากเป็นนายหน้าตัวแทนให้แก่ผู้ประกอบ

การในต่างประเทศ

(4)        มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออกตาม

กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

(5)        มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบการในเขตอุตสาหกรรมส่งออก

(6)  มูลค่าของสินค้าที่แจกให้เป็นของขวัญ เนื่องในพิธีหรือในโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

โอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี

         (7)  มูลค่าของสินค้าตัวอย่างที่แจกเนื่องจากการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย

(8)        มูลค่าของอาหารและเครื่องดื่มที่นายจ้างจัดหาให้กับพนักงานหรือ

ลูกจ้างในระหว่างเวลาปฏิบัติงาน

     (9)  มูลค่าของสินค้าที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายให้แก่ผู้ซื้อ

                   (10)  มูลค่าของเครื่องแบบที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นนายจ้างได้มอบ

 ให้แก่ลูกจ้างในจำนวนคนละไม่เกินสองชุดต่อปีและเสื้อนอกในจำนวนคนละ ไม่เกินหนึ่งตัวต่อปี

(11)         มูลค่าของค่าตอบแทนที่พึงได้รับจากการส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อสินค้าทดลองใช้งานก่อนซื้อ

(12)         มูลค่าของสินค้าหรือบริการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้ขายหรือให้

              บริการแก่ผู้ซื้อหรือผู้รับบริการ

(13)         มูลค่าของสลากกินโต๊ดและเปร๊สโต๊ดที่ผู้ประกอบการสนามแข่งม้าขาย

ให้แก่ผู้เล่นพนันแข่งม้าเป็นจำนวนเท่ากับจำนวนเงินรางวัลที่จะต้องจ่ายคืนให้แก่ผู้เล่นพนันแข่งม้า

(14)         มูลค่าของทองรูปพรรณที่ขายเป็นเป็นจำนวนเท่ากับราคาทองรูปพรรณ

              สมาคมค้าทองคำประกาศรับซื้อคืนในวันที่ขายทองรูปพรรณ

ฐานภาษีเกี่ยวกับการส่งสินค้าออก

ฐานภาษีสำหรับการส่งสินค้าออก ได้แก่ มูลค่าสินค้าส่งออกโดยให้ใช้ราคา F.O.B. ของสินค้าบวกด้วยภาษีสรรพสามิตและภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นตามที่       จะกำหนด แต่ทั้งนี้ไม่รวมอากรขาออก

ฐานภาษีสำหรับการให้บริการขนส่งระหว่างประเทศ

1.  กรณีรับขนคนโดยสาร ได้แก่ มูลค่าของค่าโดยสาร ค่าธรรมเนียม หรือประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บฝนประเทศก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องจากการรับขนคนโดยสาร

2.  กรณีรับขนสินค้า ได้แก่ มูลค่าของค่าระวาง ค่าธรรมเนียม และประโยชน์อื่นใดที่เรียกเก็บไม่ว่าในหรือนอกประเทศ ก่อนหักรายจ่ายใดๆ เนื่องในการรับขนสินค้านั้นออกนอกประเทศ

ฐานภาษีสำหรับการนำเข้า

ฐานภาษีสำหรับการนำเข้า ได้แก่ มูลค่าของสินค้านำเข้าโดยให้ใช้ราคา C.I.F. ของสินค้าบวกด้วยอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตตามที่กำหนด ค่าธรรมเนียมพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน และภาษีหรือค่าธรรมเนียมอื่นที่กฎหมายจะกำหนดฐานภาษีกรณีขายยาสูบและผลิตภัณฑ์น้ำมันตามที่กฎหมายกำหนด

หลักเกณฑ์พิเศษในการคำนวณฐานภาษี การขายสินค้าเหล่านี้ฐานภาษี ได้แก่ มูลค่าสินค้าที่ได้มาจากการหักจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มออกจากจำนวนเต็มของราคาขายปลีกของสินค้า โดยให้คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มตามอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มที่รวมอยู่ในจำนวนเต็มของราคาขายปลีก

ฐานภาษีกรณีพิเศษ

1)  กรณีผลิตสินค้าหรือให้บริการโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือมีค่าตอบแทน หรือ  มีค่าตอบแทนที่ต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้ถือราคาตลาดในวันที่ความรับผิดเกิดเป็นฐานภาษี

2)  กรณีผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้ หรือนำบริการไปใช้เอง ต้องถือว่าเป็น  การขายสินค้าต้องเสียภาษีขาย

3)  กรณีสินค้าของผู้ประกอบการจดทะเบียนมีจำนวนคงเหลือขาดจากจำนวนในรายงานสินค้า

4)  กรณีสินค้าเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 0 ไปแล้ว ต่อมาผู้ซื้อได้           โอนกรรมสิทธิ์ไป ทำให้ผู้ซื้อทอดหลังมีหน้าที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

5)  กรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและมีทรัพย์สินที่ใช้ประกอบการเหลือ   ในวันเลิกประกอบกิจการถือเป็นการขาย

6)  ราคาตลาดที่ตามราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายกันตามความเป็นจริงทั่วไปตามที่กำหนดหลักเกณฑ์ตรวจสอบราคาขึ้น

7)  กรณีเรียกเก็บมูลค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มจากเดิม หลังจากขายสินค้าหรือให้บริการ และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้ว ต่อมามีเหตุการณ์ที่ต้องคิดค่าสินค้าหรือบริการเพิ่มจากเดิม ผู้ประกอบการจดทะเบียนต้องออกใบเพิ่มหนี้ให้ลูกค้าและเสียภาษีขายเพิ่มเติมตามจำนวนของสินค้าหรือบริการที่เพิ่มขึ้นในเดือนที่ออกใบเพิ่มหนี้

8)       กรณีลดมูลค่าสินค้าหรือบริการเดิม ในกรณีตรงข้ามกับข้อ 7 มีเหตุการณ์ 

ทำให้ต้องลดมูลค่าสินค้าหรือบริการจากเดิม

9)       หนี้สูญ กรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนขายสินค้าหรือให้บริการ และได้นำภาษีขายไปรวมคำนวณเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว ต่อมามีหนี้สูญเกิดขึ้น ผู้ประกอบการจดทะเบียนทำการจำหน่ายหนี้สูญได้ตามจำนวนหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และนำภาษีขายที่คำนวณจากส่วนของหนี้สูญไปหักออกจากภาษีขาย ในเดือนที่มีการจำหน่ายหนี้สูญได้

 

 

ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  กรณีขายสินค้า

2.  กรณีขายสินค้าตามสัญญาให้เช่าซื้อหรือสัญญาซื่อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ

3.  กรณีขายสินค้าโดยมีการตั้งตัวแทนเพื่อขายและได้ส่งมอบสินค้าให้ตัวแทนแล้ว

4.  กรณีการขายสินค้าโดยการส่งออก

5.  กรณีให้บริการ

6.  กรณีการให้บริการตามสัญญาที่กำหนดค่าตอบแทนตามส่วนของบริการที่ทำ

7.  กรณีนำเข้าสินค้า

8.  กรณีพิเศษ

     8.1  การขายกระแสไฟฟ้า น้ำประปา หรือสินค้าที่มีลักษณะทำนองเดียวกันให้ความผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า

     8.2  การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม  เกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาสินค้า

คาสินค้า

     8.3  การขายสินค้าหรือให้บริการด้วยเครื่องอัตโนมัติ โดยชำระราคาด้วย  การหยอดเงิน เหรียญ บัตร หรือด้วยวิธีการในลักษณะทำนองเดียวกัน ให้ความรับผิด      ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งหมดเกิดขึ้นเมื่อได้นำเงิน เหรียญ บัตร หรือสิ่งอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันออกจากเครื่องอัตโนมัติ

     8.4  การขายสินค้าโดยการชำระราคาด้วยการใช้บัตรเครดิต ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า

     8.5  การให้บริการโดยการชำระราคาด้วยการใช้บัตรเครดิต ให้ความรับผิด ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการออกหลักฐานการใช้บัตรเครดิต

     8.6  การขายสินค้าตามสัญญาจะขายสินค้าตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อส่งมอบสินค้า

     8.7  ในกรณีที่ผู้ประกอบการนำสินค้าไปใช้โดยตนเองหรือบุคคลอื่น ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อนำไปใช้หรือส่งมอบสินค้าให้บุคคลอื่นเพื่อใช้

     8.8  ในกรณีสินค้าขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบ ให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อมีการตรวจพบ

     8.9  ในกรณีผู้ประกอบการมีสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันเลิกประกอบกิจการ ให้ความรับผิดในการเสียภาษี  มูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อเลิกประกอบกิจการหรือแจ้งเลิก

     8.10  ในกรณีผู้ประกอบการสินค้าคงเหลือและหรือทรัพย์สินที่ผู้ประกอบการมีไว้ในการประกอบกิจการ ณ วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ   ณ วันที่ได้รับแจ้งการเพิกถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มให้ความรับผิดในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้นเมื่อได้รับแจ้งคำสั่งถอนทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                        หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  3  การคำนวณและการบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม

เรื่อง การคำนวณและการบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม                               เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

          ผู้ประกอบการจดทะเบียนมีหน้าที่คำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม และยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร หรือมีสิทธิได้รับคืนภาษีภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ซึ่งวิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นการคำนวณจากภาษีขายและภาษีซื้อ

                ภาษีขาย (Output Tax) หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการเมื่อขายสินค้า หรือชำระค่าบริการ หากภาษีขายเกิดขึ้นในเดือนใดก็เป็นภาษีขายของเดือนนั้น โดยไม่คำนึงว่าสินค้าที่ขายหรือบริการที่ให้นั้นจะซื้อมา หรือเป็นผลมาจากการผลิตในเดือนใดก็ตาม

                ภาษีซื้อ (Input Tax) หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เมื่อซื้อสินค้าหรือชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน หากภาษีซื้อเกิดขึ้นในเดือนใดถือเป็นภาษีซื้อของเดือนนั้น โดยไม่คำนึงว่าสินค้าที่ซื้อมานั้นจะขายหรือนำไปใช้ในการผลิตในเดือนใดก็ตาม

วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.       ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 มีวิธีการคำนวณโดย

ภาษีที่ต้องชำระ = ภาษีขาย-ภาษีซื้อ

2.       ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0 มีวิธีการคำนวณเช่นเดียวกับอัตราร้อยละ 7 แต่อัตราร้อยละ 0 จะไม่มีภาษีขาย

การบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นไปตามหลักการบัญชีรับรองทั่วไป  เพียงแต่ต้องจัดทำเอกสารและรายงานเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มซึ่งมีความสัมพันธ์กับรายการค้าหรือข้อมูลทางบัญชี รวมทั้งมีผลกระทบต่อรูปแบบข้อมูลที่ใช้บันทึกในเอกสารประกอบการลงบัญชี และสมุดบัญชีที่ต้องจัดทำตามกฎหมายบัญชีและหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 3

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.     ภาษีซื้อเป็นบัญชีประเภทใด

      1.   สินทรัพย์                                              2.   หนี้สิน

        3.    รายได้                                                                     4.   ค่าใช้จ่าย

2.     ภาษีขายเป็นบัญชีประเภทใด

1.       สินทรัพย์                                                               2.    หนี้สิน

        3.    รายได้                                                                     4.    ค่าใช้จ่าย

3.     ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนดเป็นบัญชีประเภทใด

        1.    สินทรัพย์                                                               2.    หนี้สิน

        3.    รายได้                                                                     4.    ค่าใช้จ่าย

4.     ภาษีซื้อที่ยังไม่ครบกำหนดเป็นบัญชีประเภทใด

        1.    สินทรัพย์                                                               2.    หนี้สิน

        3.    รายได้                                                                     4.    ค่าใช้จ่าย

5.     จ่ายค่ารับรอง 1,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บันทึกบัญชีอย่างไร

        1.    เดบิต ค่ารับรอง     1,000

2.       เดบิต ค่ารับรอง    1,000

   ภาษีซื้อ          70

3.       เดบิต ค่ารับรอง  1,070

4.       เดบิต ค่ารับรอง     930

6.     ส่งบิลไปเก็บเงินเป็นค่าซ่อม 10,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บันทึกบัญชีอย่างไร

1.    เดบิต       ลูกหนี้                                                    10,700

                เครดิต      รายได้ค่าบริการ                                                       10,000

                                        ภาษีขาย                                                                      700

2.    เดบิต       ลูกหนี้                                                    10,700

                        เครดิต    รายได้ค่าบริการ                                                   10,700

3.    เดบิต       ลูกหนี้                                                    10,700

                        เครดิต    รายได้ค่าบริการ                                                   10,000

                                        ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                                   700

4.     เดบิต      ลูกหนี้                                                    10,700

                        เครดิต    รายได้ค่าบริการ                                                   10,000

7.       ตัดลูกหนี้เป็นหนี้สูญที่เข้าข่ายตามข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากร 2,140 บาท เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บันทึกบัญชีอย่างไร

1.  เดบิต   หนี้สูญ                                 2,140

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,140

                                และ       

     เดบิต   ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                      2,140

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,140                     

2.   เดบิต  หนี้สูญ                                 2,000

                   ภาษีขาย                                                 140

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,140

   และ                    

                      เดบิต  ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                      2,140

                                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,140

3.   เดบิต  หนี้สูญ                                 2,000

                   ภาษีขาย                                                 140

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,140

   และ                    

                      เดบิต  ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                      2,000

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,000

4.  เดบิต   หนี้สูญ                                 2,140

                    เครดิต ลูกหนี้                                                                   2,140

    และ                   

                      เดบิต   ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                     2,000

                   เครดิต ลูกหนี้                                                                    2,000

 

8.       ส่งคืนสินค้า 1,070 บาท เป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% บันทึกบัญชีอย่างไร (บันทึกบัญชีแบบ Periodic Inventory)

        1.  เดบิต เจ้าหนี้                                                            1,070

        เครดิต   ส่งคืน                                                                              1,070

        2.   เดบิต เจ้าหนี้                                                           1,070

         เครดิต   สินค้า                                                                             1,070

        3.   เดบิต เจ้าหนี้                                                           1,070

         เครดิต  ส่งคืน                                                                              1,000

                         ภาษีซื้อ                                                                              70

        4.   เดบิต  เจ้าหนี้                                                          1,070

          เครดิต  สินค้า                                                                             1,000

                         ภาษีซื้อ                                                                              70

10.    แบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน   ใช้แบบแสดง      รายการประเภทใด

1.       ภ.พ. 01                                                                  2.   ภ.พ. 20

2.       ภ.พ. 30                                                                  4.   ภ.พ. 36

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 3

1.       1

2.       2

3.       1

4.       2

5.       3

6.       3

7.       3

8.       3

9.       4

10.    3

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  3

 

การคำนวณและการบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม

ภาษีขายและภาษีซื้อ

ภาษีขาย (Output Tax) หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการ          จดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากผู้ซื้อสินค้า หรือผู้รับบริการเมื่อขายสินค้า หรือรับชำระค่าบริการ

ภาษีซื้อ (Input Tax) หมายความว่า ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการได้จ่ายให้กับผู้ขายสินค้า หรือผู้ให้บริการที่เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน เมื่อซื้อสินค้าหรือ  ชำระค่าบริการเพื่อใช้ในการประกอบกิจการของตน

ภาษีซื้อที่ห้ามนำมาหักภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.        กรณีไม่มีใบกำกับภาษีหรือไม่อาจแสดงใบกำกับภาษีได้ว่ามีการชำระภาษีซื้อ

2.  กรณีใบกำกับภาษีมีข้อความไม่ถูกต้องหรือไม่สมบูรณ์

3.  ภาษีซื้อที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบกิจการของผู้ประกอบการตามหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด ได้แก่ ภาษีซื้อที่ไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายเพื่อหากำไรหรือกิจการโดยเฉพาะ

4.  ภาษีซื้อที่เกิดจากรายจ่ายเพื่อการรับรอง หรือเพื่อการอันมีลักษณะทำนองเดียวกันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด

5.  ภาษีซื้อตามใบกำกับภาษีซึ่งออกโดยผู้ไม่มีสิทธิออกใบกำกับภาษี

6.        ภาษีซื้อตามที่อธิบดีกำหนดโดยอนุมัติรัฐมนตรีตามมาตรา 82/5 (6) ประกาศ

อธิบดี (ฉบับที่ 42) และ (ฉบับที่ 50) กำหนดไว้

วิธีการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7

กล่องข้อความ: ภาษีที่ต้องชำระ  =  ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

 

 

 

 

 


 

2.  ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่เสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 0

กล่องข้อความ: ภาษีที่ต้องชำระ  =  ภาษีขาย – ภาษีซื้อ

 

 

 

 


 

การยื่นแบบแสดงรายการและการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  ผู้มีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

     1.1  ผู้ประกอบการจะทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

     1.2  ผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

     1.3  ผู้จ่ายเงินค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการให้แก่

            1)  ผู้ประกอบการที่อยู่นอกราชอาณาจักร

  2)  ผู้ประกอบการที่ได้ให้บริการในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้น

ในราชอาราจักร

    1.4  ผู้รับโอนสินค้าหรือผู้รับโอนสิทธิในบริการที่ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มไปแล้วในอัตราร้อยละ 0

     1.5  ผู้ทอดตลาดซึ่งขายทรัพย์สินของผู้ประกอบการจะทะเบียน

2.  ประเภทของแบบแสดงรายการและแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

     2.1  แบบแสดงรายการภาษีมูลค่าเพิ่ม

   1)  แบบ ภ.พ. 30 ใช้สำหรับผู้ประกอบการจดทะเบียน

2)       แบบใบขนสินค้าขาเข้า ใช้สำหรับผู้นำเข้าที่มีหน้าที่เสียภาษี

มูลค่าเพิ่ม

     2.2  แบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม คือ แบบ ภ.พ. 36 ใช้สำหรับผู้มีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

3.  กำหนดเวลาในการยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

     3.1  การยื่นแบบ ภ.พ. 30 ให้กระทำเป็นรายเดือนๆ ละครั้ง

     3.2  การยื่นแบบใบขนสินค้าขาเข้า ให้ผู้ยื่นใบขนสินค้าขาเข้าและชำระภาษีมูลค่าเพิ่มพร้อมกับการชำระอากรขาเข้า ณ ด่านศุลกากรที่มีการนำเข้าสินค้า

     3.3  การยื่นแบบนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม

   1)  การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 1.3 และ 1.5 ให้นำส่งภาษีภายใน

7 วัน นับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงิน

2)  การนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มตามข้อ 1.4 ให้นำส่งภาษีภายใน 30 วัน 

นับแต่วันที่รับโอน

4.  สถานที่ยื่นแบบแสดงรายการและนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ยื่น ณ สำนักงานเขต/ที่ว่าการอำเภอท้องที่ที่สถานประกอบการตั้งอยู่ หรือสถานที่อื่นที่อธิบดีกรมสรรพากรจะได้กำหนด

การบันทึกบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม

รายการเกี่ยวกับภาษีขาย

1.  การขายสินค้าเป็นเงินสดและเงินเชื่อ

     1.1  เมื่อมีการขายสินค้า บันทึกการขายและจัดทำรายการภาษีขาย

                                   เดบิต   เงินสดหรือลูกหนี้การค้า                   XX

                                                                เครดิต       ขาย                                                                                      XX

                                                                                   ภาษีขาย                                                                              XX

1.2  เมื่อได้รับชำระราคาสินค้าไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

เดบิต  เงินสดหรือธนาคาร                                            XX

                                                เครดิต       ลูกหนี้การค้า                                                     XX

     1.3  เมื่อรับคืนสินค้า และได้ออกใบลดหนี้แล้ว บันทึกการรับคืน และจัดทำ

รายงานภาษีขาย

                                  เดบิต    รับคืน                                                                     XX

                                                                ภาษีขาย                                                 XX

                                                                เครดิต    เงินสดหรือลูกหนี้การค้า                                   XX

1.4  เมื่อรับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า และให้ส่วนลดเงินสด

                                   เดบิต   เงินสดหรือธนาคาร                                            XX

                                                                ส่วนลดจ่าย                                                           XX

                                                                เครดิต         ลูกหนี้การค้า                                                   XX

1.5  เมื่อมีการขายสินค้าโดยวิธีเช่าซื้อหรือโดยวิธีผ่อนชำระ

   1)  ณ วันทำสัญญา และได้รับเงินวางเริ่มแรก

                                        เดบิต              เงินสด                                                                                   XX

                                                                ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ                                    XX

                                                                เครดิต       ขาย                                                                                      XX

                                                                            ภาษีขาย (ตามจำนวนเงินที่ได้รับ)                        XX

                                                                                   ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี                                              XX

                                                                                   ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                                           XX

     2)  การรับรู้รายได้ในแต่ละงวด

                                                 เดบิต       ดอกเบี้ยเช่าซื้อรอตัดบัญชี                               XX

                                                     เครดิต               ดอกเบี้ยเช่าซื้อ                                                     XX

     3)  เมื่อได้รับชำระเงินในแต่ละงวด

                                                  เดบิต   เงินสด                                                                     XX

                                                     ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                         XX

                                                     เครดิต       ลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อ                                             XX

                                                                            ภาษีขาย                                                                     XX

1.6  การจำหน่ายหนี้สูญ การบันทึกภาษีมูลค่าเพิ่มส่วนที่ตัดเป็นหนี้สูญเข้า

ข่ายตามข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากร นั้นพิจารณาได้เป็น 2 กรณี ดังนี้

1)  กรณีที่ข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรให้นำภาษีขายส่วนที่ตัดเป็น

หนี้สูญไปขอเครดิตได้

                                                เดบิต     หนี้สูญ                                                   XX

                                                                                ภาษีขาย                                                 XX

                                                                                เครดิต                    ลูกหนี้การค้า                                        XX

                                                                                                                และ

                                                 เดบิต                     ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                        XX

                                                                                เครดิต                    หนี้สงสัยจะสูญ                                   XX

2)  กรณีที่ข้อกำหนดตามประมวลรัษฎากรให้ขอคืนภาษีขายส่วนที่ตัด

เป็นหนี้สูญแล้วเป็นเงินสดได้

                                                เดบิต                      หนี้สูญ                                                   XX

                                                                                ลูกหนี้กรมสรรพากร                                          XX

                                                                                เครดิต                    ลูกหนี้การค้า                                        XX

                                                                                และ

                                                เดบิต                      ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ                        XX

เครดิต                    หนี้สงสัยจะสูญ                                   XX

2.  การขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่างและการให้บริการเป็นเงินเชื่อ

2.1  เมื่อมีการให้บริการเป็นเงินเชื่อ หรือการขายสินค้าที่ไม่มีรูปร่าง บันทึก

รายได้และออกใบแจ้งหนี้

 เดบิต ลูกหนี้การค้า                                                                        XX

                                                                เครดิต                    รายได้จากการให้บริการ                                    XX

                                                                                                ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                              XX

2.2  เมื่อรับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า และจัดทำรายงานภาษีขาย

                                   เดบิต   เงินสดหรือธนาคาร                                                            XX

                                                                เครดิต                    ลูกหนี้การค้า                                                        XX

                                                                                                และ

                                   เดบิต   ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                              XX

                                                                เครดิต                    ภาษีขาย                                                                 XX

    2.3  การรับชำระหนี้จากลูกหนี้การค้า และให้ส่วนลดเงินสด

           เมื่อให้ส่วนลดเงินสด ให้บันทึกลดยอดขายและจัดทำรายงานภาษีขาย

                                  เดบิต    เงินสดหรือธนาคาร                                                            XX

                                                                ภาษีขายที่ยังไม่ครบกำหนด                              XX

                                                                ส่วนลดจ่าย                                                                           XX

                                                                เครดิต                    ลูกหนี้การค้า                                                        XX

                                                                                                ภาษีขาย                                                                 XX

3.  การให้บริการเป็นเงินสด

     เมื่อมีการให้บริการ บันทึกการให้บริการและจัดทำรายงานภาษีขาย

                                  เดบิต    เงินสด                                                                                   XX

                                                เครดิต                    รายได้จากการให้บริการ                                    XX

                                                                                ภาษีขาย                                                                 XX

4.  การแจกแถมสินค้าที่ประมวลรัษฎากรให้ถือเป็นการขายสินค้า

                     บันทึกค่าใช้จ่าย และจัดทำรายงานภาษีขาย

                      เดบิต                ค่าใช้จ่ายส่งเสริมการขาย                                   XX

                                                เครดิต                    สินค้าหรือภาษีซื้อ                                                               XX

                                                                                ภาษีขาย                                                                 XX

รายการเกี่ยวกับภาษีซื้อ

1.  การซื้อสินค้าหรือทรัพย์สินทั้งเงินสดและเงินเชื่อ

1.1  เมื่อมีการซื้อ บันทึกการซื้อ และจัดทำรายงานภาษีซื้อ

                           เดบิต                           ซื้อสินค้าหรือทรัพย์สิน                      XX

                                                                ภาษีซื้อ                                                  XX

                                                                เครดิต                    เงินสดหรือเจ้าหนี้การค้า                   XX

     1.2  เมื่อจ่ายชำระหนี้ให้เจ้าหนี้การค้า

                           เดบิต                           เจ้าหนี้การค้า                                        XX

                                                                เครดิต    เงินสดหรือธนาคาร                                            XX

1.3  เมื่อส่งคืนสินค้าและได้รับใบลดหนี้แล้ว บันทึกการส่งคืน และจัดทำรายงานภาษีซื้อ

                             เดบิต         เจ้าหนี้การค้า                                        XX

                                                                เครดิต                    ส่งคืน                                                                     XX

                                                                                                ภาษีซื้อ                                                  XX

     1.4  เมื่อจ่ายชำระหนี้ ให้เจ้าหนี้การค้า และได้ส่วนลดเงินสด

                                   เดบิต   เจ้าหนี้การค้า                                        XX

                                                                เครดิต                    เงินสดหรือธนาคาร                                            XX

                                                                                                ส่วนลดรับ                                                             XX

2.  การใช้บริการเป็นเงินเชื่อ

     2.1  เมื่อมีการใช้บริการ บันทึกค่าบริการและได้รับใบแจ้งหนี้

   เดบิต   ค่าใช้จ่าย (ระบุ)                                   XX

                                                                ภาษีซื้อที่ยังไม่ครบกำหนด                                XX

                                                                เครดิต                    ค่าใช้จ่าย (ระบุ) ค้างจ่าย                    XX

2.2  เมื่อชำระค่าบริการและได้รับใบกำกับภาษี บันทึกการชำระหนี้ และจัด

ทำรายงานภาษีซื้อ

                            เดบิต          ค่าใช้จ่าย (ระบุ) ค้างจ่าย                    XX

                                                                เครดิต                    เงินสดหรือธนาคาร                                            XX

                                                                                                และ

                                    เดบิต  ภาษีซื้อ                                                  XX

                                เครดิต    ภาษีซื้อที่ยังไม่ครบกำหนด                                                                                XX

การปิดบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่ม

1.  กรณีภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อ

                     เดบิต ภาษีขาย                                                                 XX

                                                เครดิต                    ภาษีซื้อ                                                                  XX

                                                                                เจ้าหนี้กรมสรรพากร                                          XX

2.  กรณีภาษีซื้อมากกว่าภาษีขาย

                     เดบิต ภาษีขาย                                                                 XX

                                                ลูกหนี้กรมสรรพากร                                                          XX

                                                เครดิต                    ภาษีซื้อ                                                                  XX

การแสดงรายการในงบการเงิน

ณ วันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ถ้าหากยอดคงเหลือในบัญชีภาษีมูลค่าเพิ่มมียอดทางด้านเดบิตให้แสดงไว้ในงบดุลภายใต้หัวข้อสินทรัพย์หมุนเวียน ถ้าหากยอดคงเหลือทางด้นเครดิตให้แสดงไว้ภายในหัวข้อหนี้สินหมุนเวียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                    หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  4  ภาษีธุรกิจเฉพาะ

เรื่อง ภาษีธุรกิจเฉพาะ                                                                          เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นภาษีทางอ้อมประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากการบริโภค และเริ่มบังคับใช้เมื่อ พ.ศ. 2535 พร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บจากการขายสินค้าหรือให้บริการโดยทั่วไป ซึ่งธุรกิจบางประเภทไม่สามารถจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีประสิทธิภาพได้  ดังนั้นธุรกิจบางประเภทได้กำหนดให้ธุรกิจเฉพาะเสียภาษีในลักษณะพิเศษ ซึ่งเรียกว่าภาษีธุรกิจเฉพาะ การเสียภาษีประเภทนี้จะเสียภาษีในลักษณะเดียวกันกับภาษีการค้า โดยคำนวณภาษีจากยอดรายรับก่อนหักรายจ่ายในเดือนภาษีตามอัตราที่กำหนดไว้ และเสียภาษีเป็นรายเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป นอกจากนี้ยังต้องเสียภาษีบำรุงเทศบาล หรือรายได้สุขาภิบาล หรือรายได้จังหวัดควบคู่กันไปอีกร้อยละ 10 ของภาษีธุรกิจเฉพาะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 4

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.       ธุรกิจที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะและต้องเสียภาษีท้องถิ่นควบคู่ไปด้วยอีกร้อยละเท่าไรของภาษีธุรกิจเฉพาะ

1.    3%                                                                          2.   5%

3.    7%                                                                          4.   10%

2.       กิจการประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ

1.    ธนาคารกสิกรไทย จำกัด                                     2.   ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด

        3.    ธนาคารอาคารสงเคราะห์                                  4.   ธนาคารกรุงไทย จำกัด

3.       กิจการเฉพาะอย่างที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับกิจการที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะเป็นกิจการที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม คือข้อใด

1.       การให้เช่าซื้อทรัพย์สิน

2.       การให้บริการขนส่งทั่วราชอาณาจักร

3.       การให้บริการห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ สวนสัตว์

4.       การให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

4.       กิจการโรงรับจำนำเสียภาษีธุรกิจเฉพาะฐานดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในอัตราร้อยละเท่าไร

1.       0.1                                                                          2.   2.5

3.    3.0                                                                           4.   ยกเว้น

5.       ธุรกิจแฟ็กเตอริงเสียภาษีธุรกิจเฉพาะจากฐานดอกเบี้ย ส่วนลด ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ ในอัตราร้อยละเท่าไร

1.       0.1                                                                          2.   2.5

3.    3.0                                                                           4.   ยกเว้น

6.     ผู้ประกอบกิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะจะต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะโดยยื่นคำขอจดทะเบียนภายในกำหนดเวลากี่วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ

1.       7 วัน                                                                       2.   15 วัน

3.       30 วัน                                                                     4.    60 วัน

 

 

7.       เมื่อเลิกกิจการ ผู้ประกอบการมีหน้าที่แจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อสำนักงานสรรพากรภายในกี่วันนับจากวันที่มีการเปลี่ยนแปลง

1.       7 วัน                                                                       2.   15 วัน

3.    30 วัน                                                                     4.   60 วัน

8.       ผู้ประกอบการมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะโดยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีตามแบบข้อใด

1.       ภ.ธ. 01                                                                   2.   ภ.ธ. 04

3.    ภ.ธ. 09                                                                   4.   ภ.ธ. 40

9.       แบบแจ้งการเปลี่ยนแปลงภาษีธุรกิจเฉพาะคือข้อใด

1.       ภ.ธ. 01                                                                   2.   ภ.ธ. 04

3.    ภ.ธ. 09                                                                   4.   ภ.ธ. 40

10.    บริษัท เพชร จำกัด ประกอบกิจการจัดสรรที่ดินขาย   ในเดือนกันยายน 25x7 มีรายรับจากการขายที่ดิน (ก่อนหักรายจ่าย) เป็นเงิน 2,000,000 บาท แต่ราคาประเมินที่ใช้จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม  1,800,000 บาท บริษัทจะต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับเดือนกันยายน 25x7 เป็นจำนวนเท่าไร

1.       66,000 บาท                                                          2.   60,000 บาท

3.    49,500 บาท                                                           4.   45,000 บาท

 
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 4

1.       4

2.       3

3.       1

4.       2

5.       3

6.       3

7.       2

8.       4

9.       3

10.    1

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  4

 

ภาษีธุรกิจเฉพาะ

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

1.  การธนาคาร

2.  การประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

3.  การรับประกันชีวิต

4.  การรับจำนำ

5.  การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์

6.  การขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไร

     การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ถือว่าเป็นทางการค้าหรือหากำไร ได้แก่ การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ดังต่อไปนี้

     1)  การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ซึ่งได้รับอนุญาตให้ทำการจัดสรรที่ดิน ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการจัดสรรที่ดิน

     2)  การขายห้องชุดของผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้ขอจดทะเบียนอาคารชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด

             3)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อขาย รวมถึงการขาย  ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของอาคารดังกล่าวดังกล่าว

     4)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 1), 2) หรือ 3)  เฉพาะกรณีที่มีการแบ่งขาย หรือแบ่งแยกไว้เพื่อขาย โดยได้จัดทำถนนหรือสิ่งสาธารณูปโภคอื่น หรือให้คำมั่นว่าจะจัดให้มีสิ่งดังกล่าว

     5)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ผู้ขายมีไว้ในการประกอบกิจการเฉพาะของนิติบุคคลตามมาตรา 77/1 แห้งประมวลกฎหมายรัษฎากร

     6)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่เข้าลักษณะตามข้อ 1), 2), 3), 4) หรือ 5)    ที่ได้กระทำภายในห้าปี นับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น เว้นแต่

(1)  การขายหรือการถูกเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

(2)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยทางมรดก

                           (3)  การขายอสังหาริมทรัพย์ที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยอันเป็นแหล่งสำคัญ        ที่ผู้ขายมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปีนับแต่วันที่ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์นั้น

ในกรณีที่ดินและอาคารหรือสิ่งปลูกสร้างตามข้อ (3) ได้มาไม่พร้อมกัน

กำหนดเวลาห้าปีตามข้อ 6) ให้ถือตามระยะเวลาการได้มาซึ่งที่ดินหรืออาคารหรือ     สิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลัง

(4)  การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่บุตรชอบด้วยกฎหมายของตน แต่ไม่รวมถึงบุตรบุญธรรม

(5)        การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ทางมรดก

ให้แก่ทายาทโดยธรรมหรือผู้รับพินัยกรรมซึ่งเป็นทายาทโดยธรรม

(6)  การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ให้แก่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาล ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่มีค่าตอบแทน

(7)  การแลกเปลี่ยนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์ กับส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาล ตามมาตรา 2 แห่งประมวลรัษฎากร เฉพาะในกรณีที่ส่วนราชการหรือองค์การของรัฐบาลนั้นมิได้มีการจ่ายค่าตอบแทนเป็นอย่างอื่น นอกจากอสังหาริมทรัพย์ที่แลกเปลี่ยนนั้น

7.  การขายหลักทรัพย์

8.  การประกอบกิจการอื่น

การยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะ

1.  กิจการที่ประกอบธุรกิจที่เหมือนธุรกิจเฉพาะบางประเภท

     1.1  กิจการของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

                     1.2  กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

     1.3  กิจการของสหกรณ์ออมทรัพย์ เฉพาะการให้กู้ยืมเงินแก่สมาชิกหรือแก่ สหกรณ์ออมทรัพย์อื่น

     1.4  กิจการของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

     1.5  กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการขายหรือให้เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์

     1.6  กิจการรับจำนำของกระทรวง ทบวง กรม และราชการส่วนท้องถิ่น

1.7  กิจการตามที่กฎหมายตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 240) พ.ศ. 2534 และ (ฉบับที่ 303) พ.ศ. 2540 ได้แก่

1)       กิจการขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์แห่ง

ประทศไทย

2)  กิจการของบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม

3)  กิจการของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

4)  กิจการของธนาคารเพื่อส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย

5)  กิจการของกองทุนสิ่งแวดล้อมตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและ

รักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ

6)  กิจการขององค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน

7)  กิจกรรมของบรรษัทบริหารสินทรัพย์สถาบันการเงิน

8)  กิจการของนิติบุคคลเฉพาะกิจในส่วนที่เกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์

เป็นหลักทรัพย์เฉพาะกรณีดังต่อไปนี้

ก.        กิจการที่เกิดขึ้นเนื่องจากการรับโอนทรัพย์สินจากบริษัทหรือ   

ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น หรือการโอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่น

ข.        กิจการที่ได้รับโอนมาจากผู้ซึ่งได้รับยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะตามข้อ

1) – 7)

9)  กิจการของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลหรือนิติบุคคลอื่นในส่วน   

ที่เกี่ยวกับการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ เฉพาะที่เกิดขึ้นเนื่องจากการโอนทรัพย์สินให้แก่นิติบุคคลเฉพาะกิจหรือการรับโอนทรัพย์สินดังกล่าวกลับคืนจากนิติบุคคล  เฉพาะกิจ

        10)  กิจการของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงิน และกองทุนรวมเพื่อแก้ไขปัญหาในระบบสถาบันการเงินที่จัดตั้งขึ้นกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เฉพาะการประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์และการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไร

        11)  กิจการของบรรษัทตลาดรองสินเชื่อที่อยู่อาศัย

        12)  กิจการของการเคหะแห่งชาติ เฉพาะการให้กู้ยืมเงินตามโครงการพัฒนาคนจนในเมือง

        13)  กิจการของสหกรณ์ประเภทสหกรณ์บริการ ซึ่งดำเนินกิจการเกี่ยวกับการจัดหาที่อยู่อาศัยให้แก่สมาชิก ดังต่อไปนี้

ก.ต้องเป็นสหกรณ์ที่เป็นสมาชิกของโครงการพัฒนาคนจนในเมือง

ของการเคหะแห่งชาติ และได้รับเงินกู้ตามโครงการดังกล่าว

                              ข.  ต้องนำเงินกู้ที่ได้รับไปจัดซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อขายต่อให้แก่

สมาชิกของสหกรณ์นั้น

14)         กิจการของสถาบันการเงินตามกฎหมายว่าด้วยบริษัทบริหาร        

สินทรัพย์เฉพาะกรณีที่

      ก.  สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์เกินกว่าร้อยละ

50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง หรือในกรณีที่สถาบันการเงินนั้นถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์ไม่เกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง จะต้องมี       นิติบุคคลรายหนึ่งถือหุ้นในบริษัทบริหารสินทรัพย์และสถาบันการเงินนั้น เกินกว่า    ร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง

                         ข.  เป็นรายรับที่ได้จากบริษัทบริหารสินทรัพย์ เนื่องจากการให้        สินเชื่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหรือรับโอนสินทรัพย์ด้วยคุณภาพของสถาบันการเงินนั้นหรือสถาบันการเงินอื่นที่มีสถาบันการเงินนั้นถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง หรือการให้สินเชื่อแก่บริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อใช้ในการบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพที่รับซื้อหรือรับโอนจากสถาบันการเงินนั้นหรือสถาบันการเงินอื่นที่มีสถาบันการเงินนั้นถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียง

                             ค. สถาบันการเงินและบริษัทบริหารสินทรัพย์ต้องปฏิบัติตามหลัก

เกณฑ์วิธีการและเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด

15)  กิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางค้าหรือหากำไร เนื่องจาก

ก.       การรับไถ่อสังหาริมทรัพย์จากการขายฝากหรือการไถ่

อสังหาริมทรัพย์จาการขายฝากโดยการวางทรัพย์ต่อสำนักงานวางทรัพย์ภายในเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา หรือภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด

ข.การขายอสังหาริมทรัพย์ภายหลังที่ได้ไถ่จากการขายฝากซึ่งเมื่อ

รวมระยะเวลาการได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์ก่อนการขายฝาก ระยะเวลาระหว่างการขายฝาก และระยะเวลาภายหลังจากการขายฝากแล้วเกินห้าปี

16)         กิจการของรัฐวิสาหกิจในส่วนของรายรับที่ได้รับจากการขาย

อสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากการนำทุนบางส่วนหรือทั้งหมดมาเปลี่ยนสภาพเป็น  หุ้นในรูปแบบของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด ตามกฎหมายว่าด้วยทุน             รัฐวิสาหกิจ

17)         การขายอสังหาริมทรัพย์ขององค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์

หรือบริษัทจำกัด ที่สถาบันการเงินตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2540 ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการบริหารสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์โดยความเห็นชอบของธนาคารแห่งประเทศไทย

18)         การขายอสังหาริมทรัพย์ของผู้ประกอบกิจการให้แก่องค์การฯ หรือ

บริษัทจำกัดตามข้อ 17)

2.  รายรับที่ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ มี 2 กรณี  ดังต่อไปนี้

     2.1กรณีการประกอบกิจการวิเทศธนกิจของธนาคารพาณิชย์ ได้รับการยกเว้นภาษีเฉพาะส่วน

     2.2  กรณีประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ กรมสรรพากร    วางแนวทางปฏิบัติตามคำสั่ง กำหนดให้รายรับกรณีดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะรายรับกรณีดังนี้

1)      กรณีบริษัทในเครือเดียวกันให้กู้ยืมเงินกันเอง ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจาก

การกู้ยืมเงินในกรณีนี้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

2)      กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำเงินทุน เงินกู้ยืม เงินเพิ่มทุน

หรือเงินที่อื่นที่เหลืออยู่ไปฝากธนาคารหรือซื้อตั๋วเงินของสถาบันการเงินอื่น โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติ ดอกเบี้ยนั้นเป็นรายรับที่ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

3)      กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุน

สะสมพนักงานหรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน โดยคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตาม   สมควร ไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ฐานภาษีและอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ

 

กิจการ

ฐานภาษี

อัตราภาษีร้อยละ

 

1. กิจการธนาคาร ธุรกิจเงินทุน

    ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจ

    เครดิตฟองซิเอร์ และการ

    ประกอบกิจการเยี่ยงธนาคาร

    พาณิชย์

-  ดอกเบี้ย ส่วนลด

   ค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือ

   กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จาก

   การซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือตรา

   สาร แสดงสิทธิในหนี้ใดๆ

-  กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จาก

   การแลกเปลี่ยนหรือซื้อขาย

   เงินตราการออก ตั๋วเงินหรือ

   การส่งเงินไปต่างประเทศ

3.0

 

 

 

 

3.0

 

2. กิจการรับประกันชีวิต

- ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม หรือ

  ค่าบริการ

2.5

 

 

3. กิจการโรงรับจำนำ

- ดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม

- เงิน ทรัพย์สิน ค่าตอบแทน

  หรือ ประโยชน์ใดๆ อันมีมูล

  ค่าที่ได้รับหรือ พึงได้รับจาก

  การขายของที่จำนำหลุดเป็น

  สิทธิ

2.5

2.5

 

 

 

 

4. การค้าอสังหาริมทรัพย์

- รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ

3.0

 

กิจการ

ฐานภาษี

อัตราภาษีร้อยละ

5. การขายหลักทรัพย์ในตลาด

    หลักทรัพย์

- รายรับก่อนหักรายจ่ายใดๆ

0.1 (ยกเว้น)

6. การซื้อและขายคืนหลักทรัพย์

    ที่ได้รับอนุญาตจาก

    คณะกรรมการกำกับ

    หลักทรัพย์และตลาด

    หลักทรัพย์

- กำไรก่อนหักรายจ่ายใดๆ จาก

  การขายคืนหลักทรัพย์ แต่ไม่

  รวมถึงดอกเบี้ย เงินปันผล หรือ

  ผลประโยชน์ใดๆ ที่ได้จาก

  หลักทรัพย์

3.0

7. ธุรกิจแฟ็กเตอริง

- ดอกเบี้ย ส่วนลด

  ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ

3.0

           

 

การจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะ

ผู้ประกอบกิจการที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะต้องจดทะเบียนภาษีธุรกิจเฉพาะโดยยื่นคำขอจดทะเบียนตามแบบ ภ.ธ. 01 ภายในกำหนดเวลา 30 วันนับแต่วันเริ่มประกอบกิจการ

การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี

ผู้ประกอบกิจการมีหน้าที่เสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อ เสียภาษีตามแบบ ภ.ธ. 40 ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป การยื่นแบบ ภ.ธ.40 และชำระภาษี ให้ยื่น ณ ที่ว่าการอำเภอหรือเขตท้องที่สถานประกอบการตั้งอยู่ ถ้ามีสถานประกอบการหลายแห่ง (หรือหลายสาขา) ให้แยกยื่นแบบ ภ.ธ. 40 เป็นรายสถานประกอบการ เว้นแต่มีความประสงค์จะขอยื่นแบบ ภ.ธ. 40 รวมกัน ณ ที่ว่าการอำเภอ (หรือเขต) ก็ให้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรเสียก่อนและให้ยื่นแบบ ภ.ธ. 40       รวมกันได้เมื่อได้รับอนุมัติแล้วเท่านั้น

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                       หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  5  ภาษีเงินได้นิติบุคคล

เรื่อง ภาษีเงินได้นิติบุคคล                                                                       เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ภาษีเงินได้นิติบุคคลตามประมวลรัษฎากรเป็นภาษีทางตรงประเภทหนึ่ง เช่นเดียวกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งภาษีเงินได้คือภาษีที่เก็บจากการมีเงินได้ ดังนั้นผู้มีเงินได้ที่เป็นนิติบุคคลต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ได้แก่ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลคือฐานกำไรสุทธิ (มีฐานอื่นอีก) กำไรสุทธิคำนวณได้จากรายได้หักค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชี 12 เดือน ถ้าขาดทุนไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ เพื่อป้องกันการหลีกเลี่ยงภาษี กฎหมายจึงมีข้อกำหนดบางประการเกี่ยวกับการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจำเป็นต้องมีการปรับปรุงกำไรสุทธิตามหลักการบัญชีที่ให้เป็นกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อนนำกำไรสุทธิดังกล่าวไปคำนวณเสียภาษีตามอัตราที่กำหนดไว้

                สำหรับวิธีการเสียภาษี กฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลโดยทั่วไปที่เสียภาษีเงินได้จากฐานกำไรสุทธิต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี นอกจากนี้ยังกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในบางกรณีมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้นิติบุคคล ณ ที่จ่ายนำส่งกรมสรรพากร ภาษีครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี และภาษีหัก ณ ที่จ่ายโดยทั่วไปถือเป็นเครดิตของผู้มีเงินได้ในการคำนวณภาษีสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี ดังนั้นการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้สิ้นรอบระยะเวลาบัญชีอาจเสียภาษีเพิ่มเติมหรือได้รับภาษีคืนก็ได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน       

ครั้งที่ 5

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.       ภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นภาษีทางตรงเช่นเดียวกับภาษีประเภทใด

1.    ภาษีมูลค่าเพิ่ม                                                       2.    ภาษีธุรกิจเฉพาะ

3.    ภาษีศุลกากร                                                          4.    ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

2.       บริษัท แสงทอง จำกัด ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลา ภายในกี่วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

1.       60 วัน                                                                     2.   90 วัน

3.    120 วัน                                                                   4.   150 วัน

3.       มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้เสียภาษีจากฐานใด

1.       กำไรสุทธิ                                                              2.   รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.    เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ                       4.    การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

4.       กิจการร่วมค้าเสียภาษีจากฐานใด

1.       กำไรสุทธิ                                                              2.    รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.    เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ                       4.    การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

5.       ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เสียภาษีจากฐานใด

1.     กำไรสุทธิ                                                              2.    รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.    เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ                       4.    การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

6.       Japan Airlines เสียภาษีจากฐานใด

1.     กำไรสุทธิ                                                              2.    รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.    เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ                       4.    การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

7.       บริษัท อเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลอินชัวรันส์ จำกัด เสียภาษีจากฐานใด

1.     กำไรสุทธิ                                                              2.    รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.    เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ                       4.    การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

8.       แบบแสดงรายการที่ยื่นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี เป็นแบบแสดงรายการประเภทใด

1.       ภ.ง.ด. 50                                                               2.    ภ.ง.ด. 51

3.    ภ.ง.ด. 52                                                                4.    ภ.ง.ด. 53

 

9.       ข้อใดไม่ได้เสียภาษีจากฐานกำไรสุทธิ

1.       กิจการร่วมค้าบริษัท เพชร จำกัด และบริษัท พลอย จำกัด

2.       ห้างหุ้นส่วนจำกัด กรองแก้วและกรองทอง

3.       Singapore Airlines

4.       บริษัท ทิพย์รัตน์ จำกัด (มหาชน)

10.    ฐานภาษีกำไรสุทธิปกติมีรอบระยะเวลาบัญชีกี่เดือน

1.      3   เดือน                                                                 2.    6   เดือน

3.    9   เดือน                                                 4.    12  เดือน

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 5

1.       4

2.       4

3.       2

4.       1

5.       1

6.       2

7.       1

8.       2

9.       3

10.    4

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  5

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล

1.  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่

     1.1  บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด

     1.2  ห้างหุ้นส่วนจำกัด

     1.3  ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน

2.  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ               ได้แก่

     2.1  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย (มาตรา 66 วรรค 2)

     2.2  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย และกิจการที่ทำนั้นเป็นกิจการประเภทการขนส่งผ่านประเทศต่างๆ (มาตรา 67)

     2.3  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ  มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 2, 3, 4, 5 หรือ 6 ที่จ่ายจากหรือในประเทศ (มาตรา 70)

2.4  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ  มีลูกจ้างหรือผู้ทำการแทนหรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย    ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้ หรือผลกำไรในประเทศไทย (มาตรา 76 ทวิ)

3.  กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไร โดย

     3.1  รัฐบาลต่างประเทศ หรือ

     3.2  องค์การของรัฐบาลต่างประเทศ หรือ

     3.3  นิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

4.  กิจการร่วมค้า คือกิจการที่ดำเนินการร่วมกันเป็นทางค้าหรือหากำไรระหว่าง

     4.1  บริษัทกับบริษัท

     4.2  บริษัทกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

     4.3  ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล

     4.4  บริษัทและหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลกับบุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่    มิใช่นิติบุคคลห้างหุ้นส่วนสามัญหรือนิติบุคคลอื่น

5.  มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้ แต่ไม่รวมถึงมูลนิธิหรือสมาคมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนดให้เป็นองค์การสาธารณกุศล

6.  นิติบุคคลอื่น ที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด โดยอนุมัติรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา (ปัจจุบันไม่มีประกาศกำหนด)

ฐานการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

ตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคล คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานที่แตกต่างกันดังนี้

1.  กำไรสุทธิ

2.  รายได้ก่อนหักรายจ่าย

3.  เงินได้ที่จ่ายจากหรือในประเทศ

4.  การจำหน่ายกำไรออกไปนอกประเทศ

การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ

1.  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ได้แก่

     1.1  บริษัทจำกัด และบริษัทมหาชนจำกัด

     1.2  ห้างหุ้นส่วนจำกัด

     1.3  ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน

2.  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่

     2.1  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ และกระทำกิจการในที่อื่นๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย

     2.2  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ โดยมีลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการติดต่อในการประกอบกิจการในประเทศไทย ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับเงินได้หรือผลกำไรในประเทศไทย ให้ถือว่าบุคคลผู้เป็นลูกจ้าง หรือผู้ทำการแทน หรือผู้ทำการต่อเช่นว่านั้นไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล เป็นตัวแทนของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศและให้บุคคลนั้นมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการยื่นรายการและเสียภาษีเงินได้เฉพาะที่เกี่ยวกับเงินได้หรือผลกำไรดังกล่าว

3.  กิจการซึ่งดำเนินการเป็นทางค้าหรือหากำไร โดยรัฐบาลต่างประเทศ องค์การของรัฐบาลต่างประเทศหรือนิติบุคคลอื่นที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ

4.        กิจการร่วมค้า

รอบระยะเวลาบัญชี

1.  รอบระยะเวลาบัญชีปกติกำหนดให้มี 12 เดือน

     1.1  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเริ่มตั้งใหม่ จะถือวันเริ่มต้นถึงวันหนึ่ง วันใดเป็นรอบระยะเวลาบัญชีแรก

     1.2  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอาจยื่นคำร้องขอเปลี่ยนวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ตามที่อธิบดีกรมสรรพากรจะเห็นสมควรและสั่งอนุญาต

     1.3  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกัน ให้ถือว่าวันที่เจ้าพนักงานรับจดทะเบียนเลิกเป็นวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

     1.4  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลควบเข้ากัน ให้ถือว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเลิกกันเป็นรอบระยะเวลาบัญชีที่ควบเข้ากัน

2.  รอบระยะเวลาบัญชีอาจขยายออกไปเกินกว่า 12 เดือน เนื่องจาก

     2.1  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเลิกกิจการ หากผู้ชำระบัญชี และ        ผู้จัดการไม่สามารถยื่นรายการและเสียภาษีภายใน 150 วัน นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ถ้าได้ยื่นคำร้องต่ออธิบดีกรมสรรพากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่เจ้าพนักงานจดทะเบียนเลิก อธิบดีอาจพิจารณาอนุมัติให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีออกไปได้อีก

     2.2  อธิบดีกรมสรรพากรเห็นสมควรสั่งให้ขยายรอบระยะเวลาบัญชีของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เลิกกิจการเป็นการเฉพาะรายได้ (โดยไม่ต้องมีการยื่นคำร้อง)

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                       หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  6  รายได้และค่าใช้จ่าย

เรื่อง รายได้และค่าใช้จ่าย                                                                       เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล จะนำฐานภาษีมาคูณด้วยอัตราภาษี โดยฐานภาษีที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับลักษณะของธุรกิจ ฐานที่ใช้ในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปคือฐานกำไรสุทธิ ซึ่งกำไรสุทธิที่จะนำมาใช้ในการคำนวณภาษีมาจากการบันทึกรายการตามหลักกฎหมายภาษีอากรที่เรียกว่า บัญชีภาษีอากร มิได้มาจากการบันทึกรายการตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปโดยตรง แต่เป็นการนำรายการที่บันทึกตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายภาษีอากร ในกรณีที่กฎหมายภาษีอากรมิได้บัญญัติไว้ก็ให้ใช้หลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป และในกรณีที่หลักการบัญชีมิได้แตกต่างกับหลักกฎหมาย รายการในส่วนนี้จึงไม่ต้องปรับปรุง ซึ่งกำไรสุทธิที่ได้รับการปรับปรุงแล้วนี้จะนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 6

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.       Cost-to-Cost Method เป็นวิธีการกำหนดขั้นความสำเร็จของงานประเภทใด

1.    งานตรวจสอบบัญชี                                             2.   งานผลิตสินค้า

3.    งานก่อสร้าง                                                          4.   งานรับจ้าง

2.       ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) คำนวณรายได้โดยใช้เกณฑ์สิทธิ  เว้นแต่รายได้ประเภทใดที่ใช้เกณฑ์เงินสด

1.    ดอกเบี้ย                                                                  2.   ค่าเช่า

       3.    เงินปันผล                                                               4.   ส่วนแบ่งกำไร

3.       เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละเท่าไรของจำนวนเบี้ยประกันชีวิตที่ถือเป็นรายจ่ายได้

1.       ร้อยละ 40                                                              2.   ร้อยละ 45

3.    ร้อยละ 60                                                              4.   ร้อยละ 65

4.       เงินสำรองจากเบี้ยประกันเพื่อสมทบทุนประกันภัยอื่นที่กันไว้ก่อนคำนวณกำไรเฉพาะส่วนที่ไม่เกินร้อยละเท่าไรของจำนวนเบี้ยประกันภัยที่ถือเป็นรายจ่ายได้

1.       ร้อยละ 40                                                              2.   ร้อยละ 45

3.    ร้อยละ 60                                                              4.   ร้อยละ 65

5.       การกุศลสาธารณะหรือการสาธารณประโยชน์ถือเป็นรายจ่ายได้ในส่วนที่ไม่เกินร้อยละเท่าไรของกำไรสุทธิ

1.       ร้อยละ 1                                                                2.   ร้อยละ 2

3.    ร้อยละ 3                                                 4.   ร้อยละ 4

6.       ค่ารับรองที่จะหักเป็นรายจ่ายได้ถ้าเป็นสิ่งของที่ให้บุคคลซึ่งได้รับการรับรองหรือรับบริการไม่เกินคนละเท่าไรในแต่ละคราวที่มีการรับรองหรือการบริการ

1.       1,000 บาท                                                             2.   2,000 บาท

3.    3,000 บาท                                                             4.   4,000 บาท

7.       ค่ารับรองและค่าบริการให้นำมาหักเป็นรายจ่ายได้เท่ากับจำนวนที่ต้องจ่าย  แต่รวมกันต้องไม่เกินร้อยละเท่าไรของจำนวนเงินยอดรายได้  หรือยอดขาย  หรือเงินทุนที่ได้รับชำระแล้ว

1.       ร้อยละ 0.1                                                             2.   ร้อยละ 0.2

3.    ร้อยละ 0.3                                                             4.   ร้อยละ 0.4

8.       ค่ารับรองและค่าบริการจะเป็นรายจ่ายที่นำมาหักได้จะต้องมีจำนวนสูงสุดไม่เกินเท่าไร

1.       5 ล้านบาท                                                             2.  10 ล้านบาท

3.    15 ล้านบาท                                                           4.   20 ล้านบาท

9.       ผลขาดทุนสุทธิยกมาไม่เกินกี่ปีก่อนรอบระยะเวลาบัญชีปัจจุบันถือเป็นรายได้

1.       2 ปี                                                                          2.   3 ปี

3.   5 ปี                                                                           4.   7 ปี

10.   ค่าเช่าทรัพย์สินประเภทรถยนต์นั่งและรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตถือเป็นรายจ่ายได้เฉพาะค่าเช่าส่วนที่ไม่เกินคันละเท่าไรต่อเดือน

1.       12,000 บาท                                                          2.   24,000 บาท

3.    36,000 บาท                                                           4.   48,000 บาท

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 6

1.       3

2.       1

3.       4

4.       1

5.       2

6.       2

7.       3

8.       2

9.       3

10.    3

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  6

รายได้และค่าใช้จ่าย

หลักเกณฑ์การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามหลักการบัญชี

1.  เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) วิธีการบัญชีที่บันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายต่อเมื่อได้รับเงินหรือจ่ายเงินไปจริง ทั้งนี้ โดยไม่คำนึงถึงงวดเวลาที่เกี่ยวข้องของเงินที่ได้รับมาหรือจ่ายไปนั้น

2.  เกณฑ์สิทธิหรือเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) วิธีการบัญชีที่ใช้เป็นหลัก    ในการพิจารณาบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายให้อยู่ในงวดเวลาต่างๆ โดยคำนึงถึงรายได้ ที่พึงรับ และค่าใช้จ่ายที่พึงจ่าย เพื่อให้แสดงผลการดำเนินงานของแต่ละงวดเวลานั้นอย่างเหมาะสม

3.  เกณฑ์การขายผ่อนชำระ (Installment Sale Basis) การขายสินทรัพย์ที่กำหนดให้จ่ายชำระเป็นงวดๆ ติดต่อกันในระยะเวลาหนึ่ง ตามปกติการขายผ่อนชำระมักจะกำหนดให้มีการจ่ายเงินวางเริ่มแรก หรือชำระเงินงวดล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง ณ ขณะขาย

ตัวอย่าง  บริษัท วิภา จำกัด ขายผ่อนชำระรถยนต์ 4 ปี ราคาตามสัญญา 600,000 บาท ราคาต้นทุน 450,000 บาท ผ่อนชำระปีละเท่าๆ กัน การคำนวณรายได้ เป็นดังนี้

ขายผ่อนชำระ                                                                      600,000     บาท

หัก  ต้นทุนขายผ่อนชำระ                                                  450,000     บาท

กำไรขั้นต้นจากการขายผ่อนชำระ                                   150,000     บาท

อัตรากำไรขั้นต้น  x 100 =  25%

               

 

 

 

 

 

 

ปี

ได้รับชำระเงิน (บาท)

อัตรากำไรขั้นต้น (%)

รายได้แต่ละปี (บาท)

1

150,000

25

37,500

2

150,000

25

37,500

3

150,000

25

37,500

4

150,000

25

37,500

รวม

600,000

100

150,000

 

4.  เกณฑ์สัญญาระยะยาว  (Long – term Contract Basis)

การกำหนดขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง มีดังนี้

1. กำหนดอัตราส่วนของต้นทุนการก่อสร้างที่ทำเสร็จจนถึงปัจจุบัน กับประมาณการต้นทุนการก่อสร้างทั้งสิ้น (Cost – to – Cost Method)

2. การสำรวจงานที่ทำเสร็จ

3. กำหนดสัดส่วนของงานก่อสร้างที่ทำเสร็จกับงานก่อสร้างทั้งหมดตามสัญญา

การคำนวณขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง (อัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ) รายได้ และกำไรขั้นต้นที่จะรับรู้ในงวดบัญชีปัจจุบัน ตามวิธี Cost -  to – Cost Method

ขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง  =           ต้นทุนการก่อสร้างที่เกิดขึ้นจนถึงสิ้นปีปัจจุบัน

(อัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ)                                    ประมาณการต้นทุนการก่อสร้างทั้งสิ้น

รายได้ค่าก่อสร้างของปีปัจจุบัน  =  (ขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง x ราคาของสัญญาก่อสร้าง)

                                                                          หัก  รายได้ที่รับรู้แล้วในปีก่อนๆ

กำไรขั้นต้นของปีปัจจุบัน   =  (ขั้นความสำเร็จของงานก่อสร้าง x ประมาณการกำไรขั้นต้นทั้งสิ้น)

                                                                         หัก  กำไรขั้นต้นที่รับรู้แล้วในปีก่อนๆ

 

 

หลักเกณฑ์การบันทึกรายได้และค่าใช้จ่ายตามหลักกฎหมายภาษีอากร

1.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล            ซึ่งประกอบกิจการธนาคาร  ตามกฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์ กิจการธุรกิจ  เงินทุน ธุรกิจเงินทุนหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กิจการธุรกิจหลักทรัพย์      ตามกฏหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาหลังจากที่ได้ผิดนัดชำระติดต่อกันเป็นเวลาเกินสามเดือนแล้ว บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำดอกเบี้ยส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้

การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งประกอบกิจการประกันชีวิต หรือกิจการอื่นทำนองเดียวกันให้ใช้เกณฑ์สิทธิ เว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นดอกเบี้ยสำหรับระยะเวลาหลังจากที่ได้ผิดนัดชำระติดต่อกันมาเป็นเวลาเกินหกเดือน บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำ ดอกเบี้ยส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้ เมื่อเข้าหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

1)  คาดหมายได้แน่นอนว่าจะไม่สามารถได้รับชำระหนี้ และ

     2)  มีกรณีแสดงให้เห็นชัดแจ้งว่า ลูกหนี้ไม่มีเงินหรือทรัพย์สินเพียงพอที่จะชำระ เช่น

(1)  มีหลักประกันไม่คุ้มกับหนี้ที่ต้องชำระ

(2)  ลูกหนี้ดำเนินธุรกิจขาดทุนติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีหรือเลิกกิจการ

แล้ว หรืออยู่ระหว่างการชำระบัญชี

(3)  ได้ดำเนินการคดีแพ่งหรือได้ยื่นคำขอเฉลี่ยหนี้แล้ว

(4)  ได้ดำเนินคดีล้มละลาย หรือได้ยื่นคำขอรับชำระหนี้แล้ว

2.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล           ซึ่งประกอบกิจการประกันชีวิตให้ใช้เกณฑ์สิทธิเว้นแต่รายได้ส่วนที่เป็นเบี้ยประกันชีวิต บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำรายได้ส่วนนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้

3.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระ ซึ่งกรรมสิทธิ์ยังไม่ได้โอนไปยังผู้ซื้อ และมีอายุสัญญาเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะนำกำไรจากกิจการดังกล่าวรวมคำนวณเป็นรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามงวดที่ถึงกำหนดชำระก็ได้ และการจัดสรรกำไรเป็นของแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีจะใช้วิธีการตามหลักบัญชีที่รับรองทั่วไปวิธีใดก็ได้

4.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการก่อสร้างให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำรายได้ตามส่วนของงานที่ทำเสร็จ ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

5.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการวิชาชีพอิสระจะใช้เกณฑ์สิทธิหรือจะนำรายได้จากการประกอบกิจการดังกล่าวมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้รับชำระก็ได้

6.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการที่ตามสภาพไม่มีสินค้าคงเหลือหรือวัสดุคงเหลือ รวมทั้งกิจการนายหน้าและตัวแทน แต่ไม่รวมถึงกิจการตามข้อ 5 ให้ใช้เกณฑ์สิทธิโดยนำรายได้จากการให้บริการมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่การให้บริการสิ้นสุดลง แต่ในกรณีที่การให้บริการเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชี ให้นำรายได้จากการให้บริการมารวมคำนวณเป็นรายได้ตามส่วนของการบริการที่ทำในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี

7.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งประกอบกิจการสนามกอล์ฟหรือกิจการให้บริการตามสัญญาระยะยาวแก่สมาชิกให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นต้องนำรายได้ที่เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บในลักษณะเป็นเงินก้อนเพื่อตอบแทนการให้บริการทั้งจำนวนไม่ว่ารายได้นั้นจะเกิดขึ้นจากการผ่อนชำระหรือชำระครั้งเดียว และไม่ว่าจะเรียกเก็บในลักษณะเงินค่าสมาชิก เงินประกัน เงินมัดจำ เงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย หรือเงินอื่นเรียกเก็บในลักษณะทำนองเดียวกัน จะนำมาบันทึกเป็นรายได้ ดังต่อไปนี้

1)  รวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มให้บริการ หรือ

     2)  นำรายได้มาเฉลี่ยตามส่วนแห่งจำนวนปีตามสัญญาแต่ไม่เกินสิบปี และนำมารวมคำนวณเป็นรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามสัญญา แต่ไม่เกินสิบรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่รอบระยะเวลาบัญชีที่ได้เริ่มให้บริการก็ได้

8.  การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งประกอบกิจการขายชอร์ต (การขายหลักทรัพย์ที่ต้องยืมหลักทรัพย์มาเพื่อการส่งมอบ) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่ กต.29/2540 เรื่องหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการประกอบกิจการการยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ลงวันที่    31 กรกฎาคม พ.ศ.2540 และประกาศคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ที่ กต.30/2540 เรื่องการขายหลักทรัพย์โดยที่บริษัทหลักทรัพย์ยังไม่มีหลักทรัพย์นั้นอยู่ในครอบครอง ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2540 หรือที่จะมีการแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป  ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ดังกล่าวต้องนำรายได้ที่เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจากการขายชอร์ตมาเป็นรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ส่วนต้นทุนให้ใช้ราคาปิดของหลักทรัพย์ในวันที่ทำสัญญายืมหลักทรัพย์นั้นถือเป็นต้นทุนของหลักทรัพย์ และเมื่อมีการซื้อหลักทรัพย์มาคืนเมื่อใด ให้คำนวณกำไรขาดทุนอีกครั้ง โดยถือราคาปิดของหลักทรัพย์ในวันที่ทำสัญญายืมหลักทรัพย์ (ราคา ณวันยืม) เป็นเสมือนราคาขาย ส่วนต้นทุนให้ใช้ราคาของหลักทรัพย์ที่ซื้อมาคืน (ในจำนวนหน่วยที่เทียบเท่ากัน) ถือเป็นกำไรหรือขาดทุน ณ วันที่มีการคืนหลักทรัพย์และธุรกรรมการยืมสิ้นสุดลง ทั้งนี้ ไม่ว่าการคืนจะอยู่ในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกับที่ได้ยืมหลักทรัพย์มาหรือไม่ สำหรับค่าใช้จ่ายหากเกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดให้ถือเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

การผ่อนผันไม่ต้องใช้เกณฑ์สิทธินี้ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลไม่ต้องขออนุมัติจากกรมสรรพากรแต่อย่างใดหากเข้าหลักเกณฑ์ที่กล่าวมาสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้ทันทีโดยถ้าเริ่มปฏิบัติตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีใดให้ถือว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ได้รับอนุมัติจากกรมสรรพากรแล้ว

9.  กรมสรรพากรได้ออกคำสั่งที่ ป.61/2539 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2539 กำหนด การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นการค้าหรือหากำไรให้ใช้เกณฑ์สิทธิ และหากบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์มีกรณีจำเป็นไม่ประสงค์จะคำนวณรายได้และรายจ่ายตามเกณฑ์สิทธิ กรมสรรพากรยอมให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์รายใด ซึ่งได้ตกลงขายอสังหาริมทรัพย์ให้ผู้ซื้อในลักษณะให้เช่าซื้อหรือขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อ และมีอายุสัญญาเกินหนึ่งรอบระยะเวลาบัญชีและมีกรณีจำเป็นมีสิทธิ์ที่จะเลือกคำนวณรายได้ในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชีตามงวดที่ถึงกำหนดชำระตามสัญญาก็ได้ และหากได้ใช้สิทธิ์เลือกปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าวตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชีใด ก็ให้ถือว่าการปฏิบัติดังกล่าวเป็นกรณีที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากรแล้ว โดยจะต้องถือปฏิบัติตามวิธีการที่ได้รับอนุมัตินั้นตลอดไป เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากร

รายได้ตามหลักการบัญชี

สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย (2538 : r-4) ได้ให้ความหมายของคำว่า “รายได้” ไว้ดังนี้

1.  การเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สุทธิของกิจการ อันเนื่องจากการขายสินค้าหรือบริการ

2.  มูลค่าที่คิดเป็นเงินตราของสินค้าหรือบริการที่โอนจากธุรกิจไปให้แก่ลูกค้าระหว่างงวดเวลาหนึ่ง

รายได้ตามหลักกฎหมายภาษีอากร

ประมวลรัษฎากรแบ่งแยกรายได้ของกิจการที่ต้องนำมารวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลไว้เป็น 2 ประเภทคือ

1.  รายได้จากกิจการ หมายถึง รายได้ที่ได้มาจากการประกอบกิจการโดยตรง ถ้าเป็นกิจการที่ผลิตสินค้าเพื่อขาย

2.  รายได้เนื่องจากกิจการ หมายถึง รายได้ที่มิได้มาจากการประกอบกิจการโดยตรง แต่รายได้เนื่องมาจากการประกอบกิจการ ซึ่งกิจการมิได้มีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบธุรกิจเพื่อหารายได้จากการนั้นๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                         หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  7  สินทรัพย์ หนี้สิน และอื่นๆ

เรื่อง สินทรัพย์ หนี้สิน และอื่นๆ                                                               เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

      เงื่อนไขและหลักเกณฑ์การคำนวณกำไรสุทธิและขาดทุนสุทธิตามมาตรา 65 ทวิ ซึ่ง     เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ หนี้สิน รายได้  และรายจ่าย ดังนี้

1.       รายจ่ายที่ถือเป็นค่าใช้จ่ายไม่ได้

2.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา

3.       การตีราคาทรัพย์สิน

4.       การโอนทรัพย์สิน

5.       การคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินหรือหนี้สิน ซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ

6.       การตีราคาสินค้าคงเหลือ

7.     การคำนวณราคาต้นทุนของสินค้าที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศ เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินโดยเทียบเคียงกับราคาทุนของสินค้าประเภทและชนิดเดียวกับที่ส่งเข้าไปในประเทศอื่นได้

8.       การคำนวณราคาทุนของสินค้าเป็นเงินตราต่างประเทศ

9.       การจำหน่ายหนี้สูญ

10.    เงินปันผลที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล

11.    ดอกเบี้ยเงินกู้ยืม

12.    เงินปันผลหรือเงินส่วนแบ่งของกำไร

13.    มูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้

14.    ภาษีขาย

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 7

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาไม่เกินอัตราร้อยละเท่าไรของอาคารถาวร

1.       ร้อยละ 5                                                                2.   ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 100

2.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาแต่ไม่เกินอัตราร้อยละเท่าไรของอาคารชั่วคราว

1.       ร้อยละ 5                                                                2.   ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 100

3.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาไม่เกินอัตราร้อยละเท่าไรของเหมืองแร่

1.       ร้อยละ 5                                                                2.  ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 100

4.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาไม่เกินอัตราร้อยละเท่าไรของรถบรรทุก

1.       ร้อยละ 5                                                                2.   ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 100

5.       รถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนหรือรถยนต์นั่ง  ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจาก มูลค่าต้นทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกินเท่าไร

1.       800,000 บาท                                                        2.  900,000 บาท

3.   1,000,000 บาท                                                      4.  1,200,000 บาท

6.       การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาโดยให้คงเหลือมูลค่าของทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนเงินอย่างน้อยเท่าไร

1.       1 บาท                                                                     2.  10 บาท

3.    20 บาท                                                                   4.   30 บาท

      จากโจทย์ข้างล่างให้ตอบคำถามข้อ 7-9

บริษัท สายสุดา จำกัด ซื้อเครื่องใช้สำนักงาน 30,000 บาท บริษัทหักค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง

7.       ตามประมวลรัษฎากรการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาหักได้ในอัตราร้อยละเท่าไรของเครื่องใช้สำนักงาน

1.       ร้อยละ 5                                                                2.   ร้อยละ 10

2.       ร้อยละ 15                                                              4.   ร้อยละ 20

8.       บริษัท สายสุดา จำกัด จะหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมรายได้ปีละเท่าไร

1.       1,500 บาท                                                                             2.  3,000 บาท

3.    4,500 บาท                                                                             4.   6,000 บาท

9.       บริษัท สายสุดา จำกัด จะหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาปีสุดท้ายได้เท่าไร

1.       1,470 บาท                                                                             2.  2,980 บาท

3.    4,490 บาท                                                                             4.   5,999 บาท

10.    บริษัท นิลมณี จำกัด เช่าซื้ออาคาร ราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 1,500,000 บาท โดยจ่ายค่าเช่าซื้อปีละ 60,000 บาท บริษัทคำนวณค่าเสื่อราคาตามวิธีเส้นตรง บริษัทจะหักค่าเสื่อราคาได้ปีละเท่าไร

1.       60,000 บาท                                                                          2.   75,000 บาท

3.   150,000 บาท                                                                          4.   300,000 บาท

 
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 7

1.       1

2.       4

3.       1

4.       3

5.       3

6.       1

7.       4

8.       4

9.       4

10.    1

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  7

 

สินทรัพย์ หนี้สิน และอื่นๆ

การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา

ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน ให้หักได้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ   เงื่อนไข และอัตราที่กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 145) ดังนี้

การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาดังกล่าว ให้คำนวณหักตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา [มาตรา 65 ทวิ (2)]

1.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจะต้องไม่เกินอัตราร้อยละของ มูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

ประเภททรัพย์สิน

ร้อยละ

อาคาร

          -  อาคารถาวร

          -  อาคารชั่วคราว

ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สูญสิ้นไปได้

ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิการเช่า

          -  กรณีไม่มีหนังสือสัญญาเช่า หรือมีหนังสือสัญญาเช่า

              ที่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้โดยเงื่อนไขในการ  

              ต่ออายุนั้น เปิดโอกาสให้ต่ออายุการเช่ากันได้ต่อๆ ไป

          -  กรณีมีหนังสือสัญญาเช่าที่ไม่มีข้อกำหนดให้ต่ออายุ

              การเช่าได้ หรือมีข้อกำหนดให้ต่ออายุการเช่าได้เพียง

              ระยะเวลาอันจำกัด

ต้นทุนเพื่อการได้มาซึ่งสิทธิในกรรมวิธี สูตร กู๊ดวิลล์ เครื่องหมายการค้า สิทธิประกอบกิจการตามใบอนุญาต สิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ หรือสิทธิอย่างอื่น

           -  กรณีไม่จำกัดอายุการใช้

           -  กรณีจำกัดอายุการใช้

ทรัพย์สินอย่างอื่นซึ่งโดยสภาพของทรัพย์สินนั้นสึกหรอหรือเสื่อมราคาได้

นอกจากที่ดินและสินค้า

 

5

100

5

 

10

 

 

100 หารด้วยจำนวนปีอายุ

การเช่าและอายุที่ต่อได้รวมกัน

 

 

 

10

100 หารด้วยจำนวนปีอายุการใช้

20

 

2.  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา โดยเลือกใช้วิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป

 วิธีคิดค่าเสื่อมราคา (Method of Depreciation)

      1.  การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราเปลี่ยนแปลงตามชั่วโมงการทำงานหรือตามจำนวนผลผลิต (Services Hours or Productive Output Method) วิธีที่เหมาะสำหรับทรัพย์สินที่มีราคาลดลงเนื่องจากการใช้งานมากกว่าจะลดลงตามระยะเวลา

ตัวอย่าง   เครื่องจักรเครื่องหนึ่งซื้อมาใช้งานมีราคา 230,000 บาท

ประมาณว่าจะผลิตสินค้าได้ทั้งสิ้น 100,000 หน่วย และมีค่าซาก 30,000 บาท ถ้าในปีแรกเครื่องจักรสามารถผลิตได้ 22,000 หน่วย ปีที่ 2 ผลิตได้ 21,000 หน่วย การคิดค่าเสื่อมราคาในแต่ละปีจะเป็นดังนี้

ค่าเสื่อมราคาต่อหน่วยผลผลิต           =                   ราคาทุน – ราคาซาก

                                                                                                                จำนวนหน่วยที่จะผลิตสินค้าได้

                                                                                                =             230,000 – 30,000

                                                                                                                      100,000

                                                                                                =             2  บาท

ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร                                      =             จำนวนหน่วยที่ผลิตในปีนั้นๆ x ค่า    

                                                            เสื่อมราคาต่อหน่วยผลผลิต

ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 1             =             22,000x2

                                                                                                =             44,000  บาท

ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักรปีที่ 2             =             21,000x2

                                                                                                =             42,000 บาท

2.  การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราคงที่ตามวิธีเส้นตรง (Straight – line Method) วิธีนี้เหมาะสำหรับทรัพย์สินที่มีการเสื่อมสภาพไปตามระยะเวลามากกว่าที่จะเสื่อมสภาพเพราะการใช้งาน และเป็นการเสื่อมสภาพไปเท่าๆ กันทุกปี การคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีนี้เป็นวิธีที่ง่าย

ตัวอย่าง  กิจการซื้อเครื่องใช้สำนักงานมาเครื่องหนึ่งราคา 100,000 บาท ประมาณว่าจะใช้งานได้ 5 ปี และคาดว่าจะขายซากเมื่อใช้ได้ครบ 5 ปีแล้วในราคา 10,000 บาท

ค่าเสื่อมราคาแต่ละปี                           =                 ราคาทุน – ราคาซาก

                                                                                                                จำนวนอายุการใช้งาน (ปี)

                                                                                                =             100,000 – 10,000

                                                                                                                    5

                                                                                                =             18,000   บาท

หรืออัตราร้อยละของค่าเสื่อมราคาต่อปี  =   20%  ของมูลค่าของทรัพย์สินที่ใช้คิดค่าเสื่อมราคา

3.  การคิดค่าเสื่อมราคาในอัตราลดลง (Decreasing Charge Method) การคิดค่าเสื่อมราคาในปีแรกสูงและค่อยๆ ลดลงตามลำดับจนถึงปีสุดท้ายของการใช้งาน แบบที่เป็นที่นิยมโดยทั่วๆ ไป ได้แก่

     1)  วิธีผลรวมจำนวนปี (Sum of the Years Digits Method) วิธีนี้ถือว่า

ระโยชน์ที่ได้จากการใช้ทรัพย์สินจะเป็นส่วนกลับกับลำดับปีที่ใช้ สมมติว่าทรัพย์สินมีอายุการใช้งาน 5 ปี ประโยชน์ที่จะได้รับในปีที่ 1 จะเป็น 5 เท่าของประโยชน์ที่ได้รับในปีที่ 5 ดังนั้นจึงคิดค่าเสื่อมราคาของปีที่หนึ่ง 5 ส่วน และปีต่อไปลดน้อยลงตามลำดับ

ลดน้อยลงตามลำดับ

     ตัวอย่าง  เครื่องจักรเครื่องหนึ่งมีราคา 180,000 บาท มีอายุการใช้งาน 5 ปี และมีราคาซากเมื่อหมดสภาพการใช้งาน 30,000 บาท

เมื่อเครื่องจักรมีอายุใช้งาน 5 ปี ส่วนที่ใช้เป็นฐานการคิดค่าเสื่อมราคาจะเท่ากับ

                                                                5+4+3+2+1          =   15  ส่วน

มูลค่าของทรัพย์สินที่ใช้คิดค่าเสื่อมราคา        =   180,000 – 30,000

                                                                                                                =   150,000  บาท

     2)  วิธีอัตรา คงที่ของราคาตามบัญชีที่ลดลง (The Constant Percentage of Declining book-value Method) วิธีนี้จะคำนวณหาอัตราค่าเสื่อมราคาคงที่ไว้ แล้วนำอัตรานั้นมาคูณกับราคาตามบัญชี ณ วันต้นรอบระยะเวลาบัญชีของปีนั้นๆ เพื่อให้ได้ค่าเสื่อมราคาประจำปี

      ตัวอย่าง  เครื่องจักรเครื่องหนึ่งราคาทุน 130,000 บาท ประมาณว่าจะมีอายุการใช้งาน 5 ปี และมีราคาซาก 30,000 บาท

อัตราค่าเสื่อมราคา                      

                                                                = 

                                                                =   100 (1 - .746)

                                                                =   25.4%

3)  วิธียอดลดลงทวีคูณ (Double-declining Balance Method) วิธีนี้ใช้อัตราค่าเสื่อมราคาสองเท่าของอัตราเส้นตรง และใช้อัตราสองเท่านั้นคูณราคาตามบัญชีของทรัพย์สิน ณ วันต้นรอบระยะเวลาบัญชี อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะไม่คำนึงถึงราคาซากเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน ถือว่าราคาซากจะเหลือเท่ากับราคาสุทธิตามบัญชี ณ วันสิ้นอายุการใช้งาน

     ตัวอย่าง  เครื่องจักรเครื่องหนึ่งราคาทุน  130,000 บาท ประมาณว่าจะมีอายุการใช้งาน 5 ปี การคิดค่าเสื่อมราคาตามวิธีนี้จะเป็นดังนี้

อัตราค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรง    =                                                               100

                                                                                                                                อายุการใช้งาน

                                                                                                                =             100

                                                                                                                                  5

                                                                                                                =             20%

สองเท่าของอัตราค่าเสื่อมราคาวิธีเส้นตรง     =             40%

ตามวิธีนี้เมื่อสิ้นอายุการใช้งานปีที่ 5 ราคาซากจะเหลือเท่ากับราคาสุทธิตามบัญชี คือ 10,109 บาท

3.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ให้คำนวณตามส่วนเฉลี่ยแห่งระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ในกรณีที่รอบระยะเวลาบัญชีใดไม่เต็มสิบสองเดือนให้เฉลี่ยหักตามส่วนสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีนั้น   ทั้งนี้ ไม่เกินอัตราร้อยละของมูลค่าต้นทุนตามประเภทของทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้น โดยให้เฉลี่ยเป็นวัน

ตัวอย่าง  บริษัท พจนีย์ จำกัด มีรอบระยะเวลาบัญชีเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมถึงวันที่ 31 ธันวาคม บริษัท พจนีย์ จำกัด ได้ซื้อรถบรรทุกไว้ใช้งาน 1 คัน ราคา 730,000 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 51,100 บาท ในวันที่ 1 ธันวาคม 25X7  ถ้าบริษัท พจนีย์ จำกัด หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินโดยใช้วิธีเส้นตรง (Straight – line Method) จะต้องเฉลี่ยหักค่าเสื่อมราคาตามส่วนของระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาเป็นรายวัน ดังนี้

ค่าเสื่อมราคาที่หักได้ในรอบระยะเวลาบัญชีปี 25X7  =    31 x 730,000 x  100

                                                                                                                                                        365                  

                                                                                                                                        =   12,400  บาท           

4.  ทรัพย์สินประเภทรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกินสิบคนหรือรถยนต์นั่ง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาจากมูลค่าต้นทุน เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท  เงื่อนไขการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคากรณีนี้เป็นข้อจำกัดให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา เพื่อถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้ไม่เกินอัตราร้อยละ ที่กฎหมายกำหนดจากมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกินนั้นจะนำมาคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาไม่ได้

ตัวอย่าง  กิจการซื้อรถยนต์นั่งมาในราคา 1,284,000 บาท ราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว กิจการจะคำนวณหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาได้เป็นอัตราร้อยละของ    มูลค่าต้นทุน 1,000,000 บาท เท่านั้น เช่น หักร้อยละ 20 ต่อปี ก็จะหักค่าสึกหรอและ ค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 200,000 บาท

เมื่อหักค่าเสื่อมราคาได้ 5 ปี จำนวนค่าเสื่อมราคาทั้งหมดจะเป็น 1,000,000 บาท กิจการจะหักค่าเสื่อมราคาต่อไปอีกไม่ได้ มูลค่าต้นทุนที่เหลืออยู่ 284,000 บาท จะหักเป็นรายจ่ายหรือค่าเสื่อมราคาไม่ได้ จนกว่าจะได้ขายรถยนต์นั้นไป หรือรถยนต์นั้นหมดสภาพการใช้งาน

5.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาสำหรับทรัพย์สินไม่ว่าในกรณีใดจะหักจนมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินนั้นไม่ได้ โดยให้คงเหลือมูลค่าของทรัพย์สินนั้นเป็นจำนวนเงินอย่างน้อย 1 บาท เว้นแต่ทรัพย์สินประเภทรถยนต์โดยสารที่มีที่นั่งไม่เกิน 10 คน หรือรถยนต์นั่งที่มีมูลค่าต้นทุนเกิน 1 ล้านบาท ให้คงเหลือมูลค่าต้นทุนของทรัพย์สินเท่ากับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท

ตัวอย่าง  บริษัท ทัศนีย์ จำกัด ซื้อเครื่องใช้สำนักงานราคา 30,000 บาท บริษัทหักค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรงในอัตราร้อยละ 20

บริษัท ทัศนีย์ จำกัด จะหักค่าเสื่อมราคาได้ปีละ 20% ของ 30,000 บาท เท่ากับ 6,000 บาท แต่ปีสุดท้ายบริษัทจะหักค่าเสื่อมราคา 6,000 บาทไม่ได้ อาจหักได้เพียง 5,999 บาท โดยคงเหลือต้นทุนของทรัพย์สินไว้ 1 บาท

การคงเหลือมูลค่าของทรัพย์สินนั้น กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องคงเหลือเท่าใด อาจคงเหลือ 1 บาท 10 บาท หรือ 100 บาทก็ได้ แล้วแต่นโยบายการบัญชีของบริษัท

6.  กรณีทรัพย์สินที่ได้มาโดยการเช่าซื้อหรือขายเงินผ่อนให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามราคามูลค่าต้นทุน คือ ราคาที่พึงต้องชำระทั้งหมดตามสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาซื้อขายเงินผ่อนแต่ค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาที่จะนำมาหักในรอบระยะเวลาบัญชีจะต้องไม่เกินค่าเช่าซื้อหรือราคาที่ต้องผ่อนชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

ตัวอย่าง  บริษัท ศุภมาส จำกัด เช่าซื้ออาคาร ราคาตามสัญญาเช่าซื้อ 3,000,000 บาท โดยจ่ายค่าเช่าซื้อ 25 ปี ปีละ 120,000 บาท บริษัทคำนวณค่าเสื่อมราคาตามวิธีเส้นตรงสำหรับอาคารใช้อัตราร้อยละ 5

ค่าเสื่อมราคาอัตราร้อยละ 5 ของมูลค่าต้นทุน     =  3,000,000 x  5

                                                                                                                                                    100

                                                                                                                                  =  150,000  บาท

ค่าเช่าซื้อแต่ละปี                                                                    =  120,000  บาท

บริษัทจะหักค่าเสื่อมราคาได้เพียงปีละ 120,000 บาทเท่านั้น

7.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรและอุปกรณ์ของเครื่องจักรที่ใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนาให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้รับทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของ   มูลค่าต้นทุน สำหรับส่วนที่เหลือให้หักตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนดไว้ในตารางข้อ 1

8.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาทรัพย์สินประเภทเครื่องบันทึกการเก็บเงินอาจเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในอัตราร้อยละ 100 ของมูลค่าต้นทุนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในข้อ 1 ก็ได้ หรือเลือกหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนดไว้ในตารางข้อ 1 ก็ได้

9.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซื้อหรือได้รับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ให้หักได้ดังต่อไปนี้

     1)  ภายในสามรอบระยะเวลาบัญชีนับแต่วันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมา

     2)  กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวรซึ่งไม่รวมที่ดิน ไม่เกินสองร้อยล้านบาทและมีการจ้างแรงงานไม่เกินสองร้อยคน หรือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนดขึ้นภายหลัง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 40 ของมูลค่าต้นทุน

        10.  การหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินประเภทอาคารโรงงานที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีสินทรัพย์ถาวร ซึ่งไม่รวมที่ดินไม่เกินสองร้อยล้านบาท และมีการจ้างแรงงานไม่เกินสองร้อยคนหรือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีประกาศกำหนดขึ้นภายหลัง ซื้อหรือได้รับโอนกรรมสิทธิ์เพื่อมีไว้ในการประกอบกิจการของตนเอง ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นในวันที่ได้ทรัพย์สินนั้นมาในอัตราร้อยละ 25 ของมูลค่าต้นทุน สำหรับมูลค่าต้นทุนส่วนที่เหลือให้หักตามเงื่อนไขและอัตราที่กำหนดไว้

การตีราคาทรัพย์สิน

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลต้องบันทึกมูลค่าของทรัพย์สินทุกชนิด เว้นแต่สินค้าคงเหลือให้ถือตามราคาที่พึงซื้อทรัพย์สินนั้นได้ตามปกติ และในกรณีที่มีการตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ห้ามมิให้นำราคาที่ตีราคาเพิ่มขึ้นมารวมคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ ส่วนทรัพย์สินรายการใดมีสิทธิหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคา ก็ให้หักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาในการคำนวณกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิตามหลักเกณฑ์       วิธีการ เงื่อนไข และอัตราเดิมที่ใช้อยู่ก่อนตีราคาทรัพย์สินเพิ่มขึ้น โดยให้หักเพียงเท่าที่  ระยะเวลาและมูลค่าต้นทุนที่เหลือสำหรับทรัพย์สินนั้นเท่านั้น

การโอนทรัพย์สิน

มาตรา 6 ทวิ (4) แห่งประมวลรัษฎากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยหรือมีค่าตอบแทน ค่าบริการหรือดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ยนั้นตามราคาตลาดในวันที่โอน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินได้

การคำนวณมูลค่าของทรัพย์สินหรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศ

มาตรา 65 ทวิ (5) แห่งประมวลรัษฏากร ได้กำหนดหลักเกณฑ์การบันทึกราคาเงินตรา ทรัพย์สิน หรือหนี้สินซึ่งมีค่าหรือราคาเป็นเงินตราต่างประเทศที่เหลืออยู่ในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณค่าหรือราคาเป็นเงินไทย ดังนี้

1.  กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนอกจากข้อ 2 ให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตราหรือทรัพย์สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์รับซื้อ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้ และให้คำนวณค่าหรือราคาของหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยที่ธนาคารพาณิชย์ขาย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

2.  กรณีธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่นตามที่รัฐมนตรีกำหนดให้คำนวณค่าหรือราคาของเงินตรา ทรัพย์สินหรือหนี้สินเป็นเงินตราไทยตามอัตราถัวเฉลี่ยระหว่างอัตราซื้อและอัตราขายของธนาคารพาณิชย์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยได้คำนวณไว้

มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 30 เรื่อง “ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ” ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบัญชีสำหรับรายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ (นิยะดา วิเศษบริสุทธิ์, 2544 : 4-3, 4-4 และ 4-5) ดังนี้

1.  การบันทึกรายการครั้งแรก รายการที่เป็นเงินตราต่างประเทศ ควรบันทึกเป็นสกุลเงินที่ใช้รายงานโดยการแปลงจำนวนเงินตราต่างประเทศ ด้วยอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสกุลเงินที่ใช้รายงานกับสกุลเงินตราต่างประเทศ ณ วันที่เกิดรายการ

2.  การรายงาน ณ วันที่ในงบดุล

     1)  รายการที่เป็นตัวเงินซึ่งเป็นเงินตราต่างประเทศให้รายงานโดยใช้อัตราปิด

     2)  รายการที่ไม่เป็นตัวเงินที่เป็นเงินตราต่างประเทศซึ่งบันทึกไว้ด้วยราคาทุนเดิม ให้รายงานโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่เกิดรายการ

     3)  รายการที่ไม่เป็นตัวเงินที่เป็นเงินตราต่างประเทศซึ่งบันทึกไว้ด้วยมูลค่า ยุติธรรม ให้รายงานโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน ณ ขณะที่กำหนดมูลค่ายุติธรรมนั้น

3.  การรับรู้ผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยน  ผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจากการชำระเงินของรายการที่เป็นตัวเงิน หรือจากการรายงานรายการที่เป็นตัวเงินของกิจการด้วยอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งแตกต่างไปจากอัตราแลกเปลี่ยนเดิมที่ใช้ในการบันทึกรายการในระหว่างงวด หรือที่ได้รายงานไว้ในงบการเงินของงวดบัญชีก่อน ให้รับรู้เป็นรายได้หรือค่าใช้จ่ายในงวดบัญชีนั้น ยกเว้นผลต่างของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินลงทุนสุทธิในหน่วยงานต่างประเทศ

 

 

 

 

 

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                    หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  8  การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

เรื่อง การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล                                                 เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

      การคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั้น   ตามหลักกฎหมายภาษีอาการได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลายประการ  ทำให้กำไรสุทธิตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปแตกต่างไปจากกำไรสุทธิตามหลักกฎหมายภาษีอากรซึ่งลักษณะความแตกต่างสรุปได้ดังนี้

1.       ความแตกต่างด้านรายได้

1)    รายได้บางประเภทกฎหมายภาษีอากรยกเว้นให้ไม่ต้องนำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษี  แต่ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปจะต้องแสดงเป็นรายได้ในงบกำไรขาดทุนเพื่อคำนวณกำไรสุทธิ เช่น เงินปันผลที่บริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยได้รับจากบริษัทจำกัดที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายไทยตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในประมวลรัษฎากร

2)    รายได้บางประเภทกฎหมายภาษีอากรกำหนดให้นำมารวมคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีทั้งที่ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปไม่ถือเป็นรายได้ เช่น การส่งสินค้าออกไปต่างประเทศให้แก่หรือตามคำสั่งของสำนักงานใหญ่ สาขา บริษัทและห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลในเครือเดียวกัน ตัวการ นายจ้าง หรือลูกจ้าง ประมวลรัษฎากรให้ถือว่าการส่งสินค้าไปนั้นเป็นการขายในประเทศไทย  และให้ถือราคาตลาดของสินค้าในวันที่ส่งไปเป็นเงินได้ที่ต้องเสียภาษีในรอบระยะเวลาบัญชีที่ส่งไปนั้น

3)    กฎหมายภาษีอากรให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินที่จะกำหนดรายได้ขึ้นมาในบางกรณีทำให้รายได้ที่จะนำมาคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีสูงกว่ารายได้ในทางบัญชี เช่น กรณีที่บริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่คิดดอกเบี้ยและไม่มีเหตุผลอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจกำหนดดอกเบี้ยขึ้นมาเป็นรายได้เพื่อเสียภาษี

2.       ความแตกต่างด้านรายจ่าย

1)      รายจ่ายบางรายการกฎหมายภาษีอากรห้ามมิให้หักเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิ แต่ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปให้หักเป็นรายจ่ายได้ เช่น     ค่าตอบแทนและดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่กิจการของตนเอง รายจ่ายที่พิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ เป็นต้น

2)    รายจ่ายบางรายการกฎหมายภาษีอากรมีข้อจำกัดให้หักจากรายได้เฉพาะบางส่วนหรือจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด แต่ตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปสามารถนำมาหักเป็นรายจ่ายได้โดยไม่จำกัด เช่น ค่ารับรองหรือค่าบริการ รายจ่ายเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์ รายจ่ายเพื่อการศึกษาหรือการกีฬา เป็นต้น

3)    รายจ่ายบางรายการแม้มิใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นสำรองที่กันไว้เพื่อความมั่นคงของธุรกิจหรือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้การรายงานฐานะการเงินของธุรกิจถูกต้องหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด เช่น เงินสำรองจากเบี้ยประกันภัยเพื่อสมทบทุนประกันชีวิตหรือทุนประกันภัยอื่น เงินสำรองที่กันไว้เป็นค่าเผื่อหนี้สูญหรือหนี้สงสัยจะสูญ ซึ่งกฎหมายภาษีอากรยินยอมให้หักเป็นรายจ่ายจากรายได้ในการคำนวณกำไรสุทธิได้ แต่ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ส่วนตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปจะพิจารณาตามความเหมาะสมของแต่ละธุรกิจ

3.       ผลขาดทุนสุทธิยกมา กฎหมายภาษีอากรยอมให้นำผลขาดทุนสุทธิยกมาในปีภาษีก่อนมาหักจากกำไรสุทธิในปีปัจจุบันได้แต่ผลขาดทุนสุทธินั้นต้องยกมาไม่เกิน 5 รอบระยะเวลาบัญชีก่อนปีปัจจุบัน ซึ่งทำให้กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีมีจำนวนต่ำกว่ากำไรสุทธิตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไป เพราะผลขาดทุนสุทธิมิใช่ค่าใช้จ่ายในการหารายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีและมิใช่รายจ่ายที่เกิดจากการดำเนินงาน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 8

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.     บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธ ต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีรอบระยะเวลาบัญชีละกี่ครั้ง

1.       1 ครั้ง                                                                     2.  2 ครั้ง

3.    3 ครั้ง                                                                      4.  4 ครั้ง

2.     บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิ โดยแสดงประมาณการกำไรสุทธิขาดไปเกินร้อยละเท่าไรของกำไรสุทธิจึงจะถูกลงโทษโดยต้องเสียเงินเพิ่ม

1.       ร้อยละ 10                                                              2.  ร้อยละ 15

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 25

3.     บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีจากประมาณการกำไรสุทธิขาดไป จะถูกลงโทษโดยต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละเท่าไรของจำนวนเงินภาษีที่ต้องชำระจากประมาณการกำไรสุทธิ

1.       ร้อยละ 10                                                              2.   ร้อยละ 15

3.    ร้อยละ 20                                                              4.   ร้อยละ 25

4.     กิจการขนส่งระหว่างประเทศจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลภายในกี่วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

1.       60 วัน                                                                     2.  90 วัน

3.   120 วัน                                                                    4.  150 วัน

5.       กิจการขนส่งระหว่างประเทศจะต้องยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบระยะเวลาบัญชีละกี่ครั้ง

1.       1 ครั้ง                                                                     2.  2 ครั้ง

3.    3 ครั้ง                                                                      4.   4 ครั้ง

6.       กิจการขนส่งระหว่างประเทศใช้แบบแสดงรายการประเภทใดในการยื่นเสียภาษี

1.       ภ.ง.ด. 50                                                               2.  ภ.ง.ด. 51

3.    ภ.ง.ด. 52                                                                4.  ภ.ง.ด. 53

 

 

7.     มูลนิธิและสมาคมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละเท่าไรของรายได้ก่อนหักรายจ่าย กรณีมีรายได้จากการขายบัตรงานคอนเสิร์ต

1.       ร้อยละ 2                                                                2.  ร้อยละ 3

3.    ร้อยละ 5                                                 4.   ร้อยละ 10

8.       มูลนิธิและสมาคมต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตราร้อยละเท่าไรของรายได้ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์

1.       ร้อยละ 2                                                                2.  ร้อยละ 3

3.    ร้อยละ 5                                                 4.   ร้อยละ 10

9.       ค่าลิขสิทธิ์หนังสือถือเป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่เท่าไร

1.       ประเภทที่ 1                                                          2.  ประเภทที่ 2

3.    ประเภทที่ 3                                                           4.  ประเภทที่ 4

10.    การเสียภาษีจากการจำหน่ายเงินกำไรไปต่างประเทศ   ให้เสียภาษีโดยหักจากจำนวนเงินที่จำหน่ายในอัตราร้อยละเท่าไร

1.       ร้อยละ 5                                                                2.  ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 15                                                              4.  ร้อยละ 20

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 8

1.       2

2.       4

3.       3

4.       4

5.       1

6.       3

7.       1

8.       1

9.       3

10.    2

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  8

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล

อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล

1.  อัตราภาษีเงินได้คำนวณจากกำไรสุทธิ สำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลโดยทั่วไป ร้อยละ 30อย่างไรก็ดีมีการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลที่คำนวณจากกำไรสุทธิ             ในบางกรณี ดังนี้

     1)  ลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 10 

(1)  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเฉพาะกำไรสุทธิส่วนที่ได้จากการประกอบกิจการวิเทศธนกิจ

(2)  สำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค เฉพาะรายได้ ดังต่อไปนี้

ก.  ดอกเบี้ยที่ได้รับจากรัฐวิสาหกิจในเครือสาขาต่างประเทศของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค ทั้งนี้เฉพาะดอกเบี้ยจากการกู้ยืมที่สำนักงานปฏิบัติการมาเพื่อให้กู้ยืมต่อไป

ข. รายได้จากการให้บริการของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคแก่รัฐวิสาหกิจในเครือหรือสาขาต่างประเทศของสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาค และรายได้ค่าสิทธิที่ได้รับจากวิสาหกิจในเครือหรือสาขาต่างประเทศของสำนักงานฯ เฉพาะค่าสิทธิที่เกิดจากผลการวิจัยและพัฒนาการเทคโนโลยีของสำนักงานที่กระทำขึ้นในประเทศไทย

2)  ลดอัตราภาษีเหลือร้อยละ 25 ตามเงื่อนไข ดังนี้

          พระราชกฤษฎีกา (ฉบับที่ 387) พ.ศ. 2544 ได้ลดอัตราภาษีให้บริษัทที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก่อนวันที่ 5 กันยายน 2544 ได้รับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 300 ล้านบาทเป็นเวลา     5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน นับแต่รอบระยะเวลาบัญชีแรกที่เริ่มในหรือหลังวันที่บริษัทมีหลักทรัพย์มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีนับแต่วันที่ 5 กันยายน 2545

(1) บริษัทนำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์ตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าด้วยการรับหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ได้รับการลดภาษีเหลือร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ

(2) บริษัทที่นำหลักทรัพย์มาจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มิใช่ตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ลดเหลืออัตราร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ

(3) ลดอัตราภาษีให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนขนาดกลางและขนาดเล็ก   ตามเงื่อนไขดังนี้

พระราชกฤษฎี (ฉบับที่ 394) พ.ศ. 2545 ได้ลดอัตราภาษีเงินได้ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีทุนจดทะเบียนที่ชำระแล้วในวัน      สุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีไม่เกิน 5 ล้านบาท ตั้งแต่รอบระยะเวลาบัญชี ซึ่งเริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2545 ดังนี้

(1) ร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1 ล้านบาท

(2) ร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ เฉพาะส่วนที่เกิน 1 ล้านบาท แต่ไม่เกิน      3 ล้านบาท

2.  อัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 นอกจากที่ระบุในข้อ 3 ร้อยละ 15

3.  อัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 เฉพาะกรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (4) (ข) ร้อยละ 10

4.  อัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 70 ทวิ ร้อยละ 10

5.  อัตราภาษีเงินได้จากรายได้ก่อนหักรายจ่ายใดๆ ของมูลนิธิหรือสมาคมที่ประกอบกิจการซึ่งมีรายได้อันมิใช่รายได้ตามมาตรา 65 ทวิ (13) ร้อยละ 10

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากฐานกำไรสุทธิ

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

1.  การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจากประมาณการกำไรสุทธิ  ตามมาตรา 67 ทวิแห่งประมวลรัษฎากร กำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มิใช่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามที่กล่าวในข้อ 2 จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิซึ่งได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่ได้กระทำหรือจะได้กระทำในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น และให้คำนวณและชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น

ตัวอย่าง  บริษัท สุนทรี จำกัด ได้ประมาณการกำไรสุทธิสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีเท่ากับ 7,000,000 บาท บริษัทจะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากประมาณการกำไรสุทธิ ดังนี้

ประมาณการกำไรสุทธิทั้งรอบระยะเวลาบัญชี

7,000,000  บาท

กึ่งหนึ่งของประมาณการกำไรสุทธิในรอบระยะเวลาบัญชี

3,500,000  บาท

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

=   3,500,000 x 30%  บาท

 

1,050,000  บาท

2.  การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือน  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จะต้องคำนวณภาษีและชำระภาษีจากกำไรสุทธิของรอบระยะเวลาหกเดือนนับแต่วันแรกของรอบระยะเวลาบัญชี ตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และ 65 ตรี  แห่งประมวลรัษฎากร ได้แก่

     1)  บริษัทจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยตลาดหลักทรัพย์

     2)  ธนาคารพาณิชย์ตามกฎหมายว่าด้วยธนาคารพาณิชย์

     3)  บริษัทเงินทุน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์

     4)  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมสรรพากรได้กำหนดตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 43) เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขสำหรับบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 67 ทวิ (2) แห่งประมวลรัษฎากร [แก้ไขเพิ่มเติม ดูประกาศฯ (ฉบับที่ 49) พ.ศ. 2536 และ (ฉบับที่ 67) พ.ศ. 2540]

 

การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลจากกำไรสุทธิเมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้คำนวณกำไรสุทธิตามเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในประมวลรัษฎากรแล้ว ให้นำกำไรสุทธิดังกล่าวคูณกับอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล จะได้ภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ต้องชำระถ้าคำนวณกำไรสุทธิออกมาแล้วปรากฎว่าไม่มีกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิ บริษัทไม่ต้องคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล กล่าวคือไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลนั่นเอง ซึ่งในการคำนวณกำไรสุทธิตามหลักกฎหมายภาษีอากรนั้น กิจการจะต้องปรับปรุงรายการในส่วนที่เกี่ยวกับรายได้และรายจ่าย เฉพาะรายการที่มีการบันทึกรายการตามหลักการบัญชีที่รับรองทั่วไปแตกต่างไปจากที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดไว้ให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฏหมายภาษีอากร

การปรับปรุงบัญชีการเงินให้ถูกต้องและสอดคล้องกับกฎหมายภาษีอากร สามารถแสดงได้ดังนี้

กำไรสุทธิทางบัญชีการเงิน

 

xx

บวก  รายจ่ายที่ต้องห้ามหรือส่วนที่เกินเงื่อนไข

xx

 

         รายได้ที่กฎหมายภาษีอากรกำหนดขึ้น

xx

 

         รายได้ฝ่ายทุน (Capital Gain)        

xx

 

          เงินบริจาคเพื่อการกุศลสาธารณะหรือเพื่อการสาธารณประโยชน์     

xx

 

          เงินบริจาคเพื่อการศึกษาหรือเพื่อการกีฬา  

xx

xx

              รวม

 

xx

หัก  รายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี           

xx

 

       ผลขาดทุนสุทธิย้อนหลังไม่เกิน 5 ปี

xx

xx

กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเงินบริจาค

 

xx

หัก  เงินบริจาคเพื่อการกุศลฯ 2/104 x กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเงินบริจาค

xx

 

       เงินบริจาคเพื่อการศึกษาฯ 2/104 x กำไรสุทธิก่อนหักรายจ่ายเงินบริจาค

xx

xx

       [กรณีมีรายจ่ายเงินบริจาคประเภทเดียวจะคูณด้วย 2/102]

 

 

กำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล    

 

xx

ภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 30% ของกำไรสุทธิ

 

xx

 

การยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษี                      จากฐานกำไรสุทธิ

รายการ

กำหนดเวลา

แบบแสดงรายการที่ยื่น

1.  กำหนดเวลาภาษีเงินได้ครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

 

 

 

2.  การเสียภาษีเงินได้จากกำไรสุทธิ เมื่อสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

ภายใน 2 เดือนนับจากวันสุดท้ายของหกเดือนแรกของรอบระยะเวลาบัญชี

ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี

ภ.ง.ด. 51

 

 

 

ภ.ง.ด. 50

 

วิชา  การบัญชีเกี่ยวกับภาษี                                                                      หมวดวิชาชีพ

หน่วยการเรียนรู้ที่  9  ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

เรื่อง ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย                                                                  เวลา   6  ชั่วโมง

 


 

สาระสำคัญ

                ในการดำเนินธุรกิจมักจะมีปัญหาในเรื่องของการจ่ายค่าใช้จ่ายของกิจการซึ่งตามประมวลรัษฎากรได้กำหนดให้มีการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับค่าใช้จ่ายบางประเภท เมื่อมีค่าใช้จ่ายที่กิจการได้จ่ายไปจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย กฎหมายกำหนดให้ผู้จ่ายเงินได้ทำหน้าที่คำนวณหักเงินได้ ซึ่งตนมีหน้าที่จ่ายให้แก่ผู้รับเงินตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนดแล้วนำเงินนั้นส่งแก่รัฐบาล เงินได้ที่หักและนำส่งดังกล่าวถือเป็นเครดิตในการเสียภาษีเงินได้ของผู้รับเงินเมื่อถึงกำหนดเวลายื่นรายการเพื่อเสียภาษี ถ้ากรณีใดกฎหมายมิได้กำหนดให้หักภาษีผู้จ่ายเงินได้ก็ไม่ต้องหักภาษีแต่อย่างใด

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน

ครั้งที่ 9

คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด  โดยทำเครื่องหมาย Ï  ทับตัวเลือกที่ต้องการ

1.       อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาอัตราสูงสุดคืออัตราร้อยละเท่าไร

1.  ร้อยละ 30                                                                2.  ร้อยละ 37

3.   ร้อยละ 40                                                               4.  ร้อยละ 47

2.       เงินได้สุทธิจากการคำนวณภาษีเงินได้ตามมาตรา 48 (1) เฉพาะส่วนที่ได้เกินเท่าไรที่ได้รับการยกเว้น

1.   80,000 บาท                                                            2.  70,000 บาท

3.   60,000 บาท                                                            4.  50,000 บาท

3.       การหักลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตที่ผู้มีเงินได้จ่ายไปในปีภาษีสำหรับการประกันชีวิตของผู้มีเงินได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง  แต่ไม่เกินเท่าไร

1.   10,000 บาท                                                            2.  20,000 บาท

3.   30,000 บาท                                                            4.  50,000 บาท

4.       เงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ในอัตราร้อยละเท่าไร แต่ไม่เกินเท่าไร

1.       ร้อยละ 30 ไม่เกิน 40,000 บาท

2.       ร้อยละ 30 ไม่เกิน 60,000 บาท

3.       ร้อยละ 40 ไม่เกิน 40,000 บาท

4.       ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท

5.       เงินได้จากวิชาชีพอิสระที่จ่ายให้ผู้รับซึ่งมิได้เป็นผู้อยู่ในประเทศไทยคำนวณอัตราร้อยละเท่าไรของเงินได้

1.       ร้อยละ 5                                                                2.  ร้อยละ 10

2.       ร้อยละ 15                                                              4.  ร้อยละ 20

6.       ค่าลิขสิทธิ์คำนวณอัตราร้อยละเท่าไรของเงินได้

1.       ร้อยละ 5                                                                2.   ร้อยละ 10

3.    ร้อยละ 15                                                              4.   ตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

 

 

7.       กรมธนารักษ์จ่ายค่าเครื่องเขียน 20,000 บาท ให้ร้านแสงสว่าง ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายว่า เป็นจำนวนเท่าไร

1.       200 บาท                                                                2.  600 บาท

2.       1,000 บาท                                                             4.  2,000 บาท

8.     บริษัท   อรุณโรจน์  จำกัด   จ่ายค่าจ้างทำของให้นายกฤษณ์ ทองรัตน์   30,000 บาท    บริษัท         อรุณโรจน์ จำกัด จะน้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร

1.       900 บาท                                                                2.  1,500 บาท

2.       3,000 บาท                                                             4.  4,500 บาท

9.       นายชาคริต แย้มนาม  ได้รับค่าแสดงภาพยนต์เรื่องมองดูดาวเท้าติดดิน 500,000 บาท จากบริษัท เป่าจินจง จำกัด บริษัทจะต้องหักภาษี  ณ ที่จ่ายเท่าไร

1.       15,000 บาท                                                          2.  25,000 บาท

2.       50,000 บาท                                                          4.  75,000 บาท

10.    บริษัท แกรมมี่ กรุ๊ป จำกัด จ่ายเงินรางวัลรายการ 4 ต่อ 4  แฟมิลี่เกม 100,000 บาท ให้ครอบครัว สุขสันต์ บริษัท แกรมมี่กรุ๊ป จำกัด จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายเท่าไร

1.       3,000 บาท                                                             2.  5,000 บาท

2.       10,000 บาท                                                          4.  15,000 บาท

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียน-หลังเรียน ครั้งที่ 8

1.       2

2.       1

3.       4

4.       4

5.       3

6.       4

7.       1

8.       1

9.       2

10.    2

 

 

 

 

 

 

 

ใบความรู้

หน่วยการเรียนรู้ที่  9

 

ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย

วัตถุประสงค์ของการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย

1.  เพื่อบรรเทาภาระการเสียภาษีให้แก่ผู้รับเงินได้

2.  เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เข้าคลังอย่างสม่ำเสมอ

3.  เพื่อลดแรงกดดันในการหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร

ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

การหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย มีอยู่ 2 กรณีดังนี้

1.  ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร

2.  ตามมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร

เงินได้พึงประเมิน

1.  เงินที่ได้รับจริง (เกณฑ์เงินสด)

2.  ทรัพย์สินซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง (เกณฑ์เงินสด)

3.  ประโยชน์ซึ่งอาจคิดคำนวณได้เป็นเงินที่ได้รับจริง (เกณฑ์เงินสด)

4.  เงินค่าภาษีอากรที่ผู้จ่ายเงินหรือผู้อื่นออกแทนให้

5.  เครดิตภาษีตามที่กฎหมายกำหนด

วิธีการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย

ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร

1.  กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ไม่ว่าเงินได้ที่จ่ายจะเป็นเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์ใดๆ ที่อาจคำนวณได้เป็นเงิน เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง โบนัส บำเหน็จ บำนาญ เงินค่าเช่าบ้าน ค่าธรรมเนียม ค่านายหน้า เบี้ยประชุม เงินที่ออกให้เป็นค่าภาษีเงินได้ การให้อาหารรับประทานโดยไม่คิดมูลค่า หรือการได้อยู่บ้านของนายจ้าง หรือผู้จ่ายเงินได้โดยไม่เสียค่าเช่าการคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ให้คูณเงินได้พึงประเมินด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายเพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีแล้วคำนวณภาษีโดยหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนต่างๆ เหลือเงินได้สุทธิเท่าใดจึงนำไปคิดภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้ภาษีจากเงินได้สุทธิทั้งสิ้นเท่าใด ให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักภาษีไว้จำนวนเท่านั้นถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ได้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

การคำนวณภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายสำหรับเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2   ในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายให้หักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนี้

1)  ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 40 ของเงินได้ แต่รวมกันแล้วต้องไม่เกิน 60,000 บาท (หมายถึงเงินได้พึงประเมินทั้งสองประเภทรวมกันหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 ไม่เกิน 60,000 บาท ถ้าร้อยละ 40 ของเงินได้ทั้งสองประเภทรวมกันแล้วเกิน 60,000 บาท ให้หักแค่ 60,000 บาท)

     2)  ในกรณีสามีภริยาต่างฝ่ายต่างมีเงินได้ และความเป็นสามีภริยาได้มีอยู่ตลอดปีภาษี ให้ต่างฝ่ายต่างหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 40 แต่ไม่เกินฝ่ายละ 60,000 บาท

การหักลดหย่อนในกรณีทั่วไป

(ก)  ผู้มีเงินได้ 30,000 บาท (ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยถึง 180 วันหรือไม่ก็ตาม)

(ข)  สามีหรือภริยาของผู้มีเงินได้ 30,000 บาท

จากคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.96/2543 ได้กำหนดแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับภาษี เงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50(1) กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ดังต่อไปนี้

ข้อ  1  การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินมาตรา 40 (1) แห่งประมวลรัษฎากรแต่ไม่รวมถึงเงินได้ที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน ให้ปฏิบัติดังนี้

(1)  ให้คำนวณหาจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี โดยให้นำเงินได้

 

 

พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย           (ต่อปี) ดังนี้

(ก)  กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน ให้คูณด้วย 12

(ข)  กรณีจ่ายค่าจ้างเดือนละ 2 ครั้ง ให้คูณด้วย 24

(ค)  กรณีจ่ายค่าจ้างเป็นรายสัปดาห์ ให้คูณด้วย 52

การจ่ายเงินได้พึงประเมินให้แก่ผู้มีเงินได้ซึ่งเข้าทำงานระหว่างปี ให้คูณเงินได้

พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวในปีที่เข้าทำงานด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายจริงสำหรับปีนั้น เช่น เข้าทำงานวันที่ 1 เมษายน และกำหนดจ่ายค่าจ้างเป็นรายเดือน จำนวนคราวที่จะต้องจ่ายสำหรับปีที่เข้าทำงานจะเท่ากับ 9

(2)  ให้นำจำนวนเงินได้พึงประเมินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปีตาม (1) มาคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร กล่าวคือ นำมาหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน และคำนวณภาษีตามบัญชีอัตราภาษีเงินได้สำหรับบุคคลธรรมดา เป็นเงินภาษีทั้งสิ้น

การคำนวณหักค่าลดหย่อน ให้คำนวณตามที่ผู้มีเงินได้แจ้งไว้พร้อมกับแนบสำเนาหลักฐานแสดงสิทธิในค่าลดหย่อนตามแบบ ล.ย.01 (แบบแจ้งรายการเพื่อการหักลดหย่อน) ทั้งนี้ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนได้ตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งไว้ตั้งแต่ต้นปีที่เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่าย ไม่ว่าจะจ่ายค่าลดหย่อนนั้นในเดือนใดของปีก็ตาม เว้นแต่ค่าลดหย่อนเงินบริจาคให้คำนวณหักได้เมื่อมีการจ่ายเงินบริจาคจริงเท่านั้น

กรณีผู้มีเงินได้ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงรายการค่าลดหย่อนระหว่างปี ให้คำนวณหักค่าลดหย่อนตามที่ผู้มีเงินได้ได้แจ้งการเปลี่ยนแปลงนั้น

(3)  ให้นำจำนวนเงินภาษีทั้งสิ้นที่คำนวณได้ตาม (2) มาหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ตาม (1) ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษี ณ ที่จ่าย ในแต่ละคราวที่จ่ายเงินนั้น

ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวไม่ลงตัวเหลือเศษเท่าใด ให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปี เท่ากับจำนวนภาษีที่ต้องเสียทั้งปี

(4)  กรณีมีการเปลี่ยนแปลงจำนวนเงินได้พึงประเมินที่จ่ายระหว่างปี         ให้คำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายใหม่ทุกคราว ตามวิธีการตาม (1) – (3)

(5)  กรณีมีการจ่ายเงินพิเศษเป็นครั้งคราวระหว่างปี เช่น ค่าล่วงเวลา       เงินโบนัส ให้นำเงินพิเศษนั้นคูณด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย (ต่อปี)      เพื่อหาจำนวนเงินพิเศษเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี และให้นำมารวมเข้า     กับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติที่คำนวณได้เสมือนหนึ่งว่าให้จ่ายทั้งปี และคำนวณภาษีใหม่ตามที่กล่าวตาม (2) เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใด ให้นำภาษีที่คำนวณจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามปกติทั้งปี (ก่อนจ่ายเงินพิเศษ) หักออกได้ ผลลัพธ์เป็นเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับเงินเพิ่มพิเศษซึ่งจ่ายเป็นครั้งคราวนั้น แล้วให้นำมารวมกับภาษีหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินที่จ่ายตามปกติในคราวนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นเงินภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายทั้งสิ้นในคราวที่มีการจ่ายเงินพิเศษนั้น

(6)  กรณีมีการจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ไม่สามารถคำนวณหาจำนวนคราว    ที่จะต้องจ่าย (ต่อปี) ให้คำนวณภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายแต่ละคราวตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใด ให้หักเป็นเงินภาษีนำส่งไว้เท่านั้น หากคำนวณแล้วไม่มีเงินภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ในปีเดียวกันนี้ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินให้ผู้รับรายเดียวกันนี้อีก ให้นำเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งแรกมารวมกับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในครั้งที่สอง แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากรเช่นเดียวกับการคำนวณครั้งแรก หากคำนวณแล้วไม่มีภาษีที่ต้องเสียก็ไม่ต้องหัก ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้นำเงินภาษีที่หักและนำส่งไว้แล้ว (ถ้ามี) มาเครดิตออก เหลือเท่าใดจึงหักเป็นเงินภาษีและนำส่งไว้เท่านั้น ถ้ามีการจ่ายเงินได้พึงประเมินในครั้งที่สามและครั้งต่อๆ ไป ก็ให้คำนวณตามวิธีดังกล่าวนี้ทุกครั้งไป

(7)  กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้างสำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีใด โดยลูกจ้างไม่ต้องรับภาระในการเสียภาษีด้วยตนเองเลย ให้นำเงินค่าภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร จนกว่าจะไม่มีเงินค่าภาษีที่นายจ้างต้องออกแทนให้อีก

(8) กรณีนายจ้างออกเงินค่าภาษีแทนให้ลูกจ้าง สำหรับเงินเดือนหรือค่าจ้างเป็นจำนวนที่แน่นอน เช่น เท่ากับจำนวนภาษีที่จะต้องชำระ ให้นำเงินภาษีที่นายจ้างออกแทนให้ไปรวมกับภาษีเงินเดือนหรือค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับในปีนั้น แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 (1) แห่งประมวลรัษฎากร

ข้อ  2  การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นเงินภาษีที่จะต้องหักไว้เป็นครั้งสุดท้ายในปีนั้น ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีสิทธิที่จะคำนวณภาษีเพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักเมื่อรวมแล้วเท่ากับจำนวนภาษีที่ผู้มีเงินได้จะต้องเสียภาษีทั้งสิ้น โดยนำจำนวนภาษีที่ได้หักและนำส่งไว้แล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องเสียทั้งสิ้นได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักและนำส่งไว้เท่านั้น

ข้อ  3  การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนสุดท้ายที่ผู้มีเงินได้ออกจากงานระหว่างปี ให้ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินมีสิทธิที่จะคำนวณภาษี เพื่อให้เงินภาษีที่หักไว้ถูกต้องครบถ้วนตามรายการค่าลดหย่อนที่แท้จริง ตามหลักฐานที่ผู้มีเงินได้นำมาแสดงโดยนำเงินภาษีที่หักไว้ไม่ครบถ้วนหรือเกินในเดือนก่อนๆ มารวมหรือหักภาษีที่ต้องหัก ณ ที่จ่ายไว้ครั้งสุดท้ายนั้นได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักและนำส่งไว้เท่านั้น

ข้อ  4  การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย สำหรับเงินได้พึงประเมินที่จ่ายในเดือนอื่นนอกจากกรณีตามข้อ 2 และข้อ 3 ผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินยังคงต้องคำนวณภาษีและหักตามมาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร ตามที่กล่าวใน        ข้อ 1

ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย กรณีการจ่ายเงินได้พึงประเมินประเภทที่ 1 และ 2 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543

ตัวอย่าง  กรณีจ่ายเงินได้พึงประเมินเป็นรายเดือนๆ ละเท่าๆ กัน ตลอดปีภาษี ตามข้อ 1 (1)(2)(3)

ปีภาษี 25X6 นาย ก ได้รับเงินเดือน เดือนละ 30,000 บาท นาย ก ได้แจ้งสถานะการหักลดหย่อนไว้ดังนี้

-  ภรรยาไม่มีเงินได้ และบุตรกำลังศึกษา 2 คน

-  ต้องจ่ายเบี้ยประกันชีวิตในเดือนกรกฎาคม 25X6 จำนวน 9,600 บาท และ

-  ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ยืมฯ ที่จะต้องจ่ายทั้งปี จำนวน 10,000 บาท

ผู้จ่ายเงินได้ต้องคำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายและนำส่งแต่ละเดือน ดังนี้

 

 Back